Advanture

วันนี้เดินทางไกลกันซักหน่อย เพราะต้องใช้ตั๋วjr railpass ที่ซื้อมาให้คุ้ม
เป็นตั๋ว7วันน่ะ เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่26 หมดอายุวันที่1 เพราะงั้นก็เลยต้องลากสังขาร
แล้วไปที่ๆนึง ที่เคยให้คำสัญญากับคนๆหนึ่งไว้ ว่าถ้าคราวหน้าไอ้มีโอกาสมาญี่ปุ่น
ก็จะไปเยี่ยมอีกนะ..

เริ่มจากขึ้นชินกังเซนไปที่โยโกฮาม่า แล้วต่อรถไฟเอกชนอีกคนละพันกว่าเยนไปที่
สถานี Miura Kaikan จากนั้นก็ต่อรถบัสสาย 32 หรือ 35 ไปอีกประมาณ 15 นาที
และพอลงจากรถบัส ก็เดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 20 นาที

ใครที่เคยอ่านบันทึกของทริปที่แล้วคงจะรู้กันแล้วล่ะว่าวันนี้ไอ้เจ้กับเอ้จะไปไหนกัน
ไม่รู้ก็บอกให้อีกทีละกัน วันนี้เราสองคนมาเยี่ยมหลุมศพของฮิเดะซังกันคับ

แฮ่~ มาถึงแล้วนะคร้าบบ

ครั้งแรกที่มา ให้ความรู้สึกว่ามันไกลจังนะ ไหนจะต้องนั่งรถไฟเป็นชั่วโมงจากโตเกียว
ต้องมาต่อรถบัส แล้วยังต้องเดินเท้าต่ออีกตั้งนาน
แต่พอกลับมาอีกครั้ง มันก็รู้สึกว่าไกลอยู่ดี (-.-** แล้วมันจะพูดทำไมวะเนี่ย)
ก็จะบอกว่า ถึงจะไกลแต่พอได้มาแล้วมันก็รู้สึกดีไง เพราะวิวมันสวยน่ะ แหะๆ..

ข้างทางของปีที่แล้ว จำได้ว่าปลูกแตงโมนะ แต่สำหรับปีนี้ ปลูกหัวไชเท้าล่ะ
หัวใหญ่มากกกกก จนอยากจะขโมยกลับไปต้มกินที่โรงแรม TvT

อันนี้ป้ายหินตรงหน้าประตูทางเข้า

อากาศในปาร์ควันนี้ดีมากๆเลย ท้องฟ้าสดใส ทะเลก็สีสวย แดดอุ่นๆ
ที่สำคัญ ดอกบ๊วย(ume)กำลังบานสะพรั่งเลยทีเดียว
ยื่นจมูกเข้าไปใกล้ๆก็จะได้กลิ่นหอมอ่อนๆ

อยากจะบอกว่าตอนแรกเข้าใจผิดว่าดอกบ๊วยคือซากุระ เอาไปป่าวประกาศกะเพื่อนว่า
เฮ้ยย ซากุระบานแว้ววว (เกิดมาไม่เคยเห็น) แต่มารุที่หลังว่ามันไม่ใช่นี่หว่า -.-"
(หน้าแตกไปไม่รุเท่าไหร่แล้ว)

หลุมศพวันนี้ก็ยังสวยงามเหมือนคราวที่แล้วที่มา ดอกไม้เต็มไปหมดเลย
ก่อนหน้านั้นมีคนมาไหว้ด้วย เพราะมีธูปจุดเอาไว้
เดินเล่นในปาร์คกันซักพัก ถ่ายรูปสวยๆมาเยอะเลย

คิดว่าปีหน้าคงจะไม่มีโอกาสไปแล้วล่ะ เพราะเงิน+วันหยุด ใช้ไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว
(แถมติดลบอีกตะหาก)

อันนี้เป็นรูปทางเดินขึ้นเนินจะไปหลุมศพ

จากด้านบนมองลงไปจะเห็นทะเลไกลๆ

มีศาลาเล็กๆ มืดตึ้ดตื๋อไว้ให้นั่งจีบกันด้วย เหอะๆๆ

ก็ใช้เวลาเดินเล่นในนั้นซักพัก จนท้องฟ้าเริ่มจะเปลี่ยนสี เลยตัดสินใจเดินกลับไป
ขึ้นรถบัสก่อนที่จะค่ำ ใกล้ๆกับสถานีมีร้านร้อยเยนด้วย ก็แวะซื้อขนมนิดๆหน่อยๆ
กลับไปกินที่ห้อง ขากลับที่จะต้องผ่านทุ่งหัวไชเท้า ก็ยังอดทำตาละห้อยใส่กองหัวไชเท้า
ที่นอนอ้อยอิ่งเป็นกองๆอยู่ริมทางไม่ได้ โว้ยยย อยากกินนนนน
(เป็นพวกคลั่งหัวไชเท้า -.-")

อ่านะ พอซื้อของเสร็จ ก็กลับจาก yokosuka มาแวะกินข้าวแถวๆสถานีโยโกฮาม่า
เป็นร้านข้าวหน้าเนื้อราดชีส??
ชีสจริงๆน๊า~ มันก็อร่อยดีนะคับ แต่แอบเลี่ยนเหมือนกัน -.-"
วันนี้ยังไม่ได้อัพรูปเพิ่ม ก็แปะโป้งเอาไว้อีกเอนทรี
รีบๆมาเขียนก่อนจะลืม เหอๆๆๆ
รุสึกว่าขยันเหลือเกิน เพิ่งกลับจากทำงานนะเนี่ย -.....--
พรุ่งนี้มาต่อละกัน ฮ้าวววว
ง่วงละ~

กลับมาจนครบเดือนแล้ว ก็ยังเขียนไม่เสร็จซะที
ด้วยความขี้เกียจ แล้วก็เหนื่อยกับงานละมั้ง
มาต่อกันวันที่30เลยนะ หลังจากจบไลฟ์ที่แสนประทับใจของวันที่29ไป
ก็ตื่นแต่เช้าไปเที่ยวปาร์คกัน
จะว่าไปก็มาแถวๆ uenoบ่อยเหมือนกันนะ แต่ไม่เคยเข้าไปเที่ยวในปาร์คซะที
วันนี้อากาศดี เหมาะกับการปิคนิคเลยล่ะ

ทางเข้าปาร์ค ตรงบันไดจะมีพวกศิลปินวาดภาพล้อมานั่งเรียงรายอยู่

อันนี้เป็นแผนที่ของปาร์ค จริงๆวันนี้ตั้งใจจะไปเที่ยวปราสาทuenoที่อยู่ข้างใน
ตามที่เคยได้เสิร์ชข้อมูลในเนตมา

ระหว่างที่เดินเข้าไปก็จะเห็นอนุสาวรีย์ของ king akihito

แล้วก็ศาลเจ้า



ข้างในวันนี้คนเยอะทีเดียว คิดว่าวันนี้คงจะมีงานอะไรละมั้ง
แล้วก็เป็นไปตามคาด เค้ามีงานเกี่ยวกับอะไรซักอย่าง(มันคืองานอะไรก็ไม่รุ้)



น่าจะเกี่ยวกับของพื้นบ้านหรืออะไรเนี่ยหล่ะ เพราะเห็นพวกเครื่องปั้นดินเผาเยอะเลย

มีหลากหลายรูปแบบ ดูแล้วก็สวยดี แต่ไม่ได้ซื้ออะไรกลับมา
ไม่รุจากฝากใครอ่ะนะ -.-" (ตังไม่มีก็บอกเค้าไป...)



เดินๆไป ได้กลิ่นหอมๆโชยมา ท้องก็เริ่มหิว +.+
แล้วก็เดินมาเจอกับร้านโอโคโนะมิยากิ @q@ อูยยย น่าหม่ำ

ใครจะอดไหวอ่ะ ต้องลองซื้อมากินซะแล้วววว ชิ้นละ 200เยนคับพ้ม!!

แต่แบ่บว่า ... คนขาย หน้ามันโหดมากกกก

แต่ก็อร่อยนะคับ ถึงจะไม่ค่อยอิ่มก้อเหอะนะ (ไอ้เจ้เปนคนกินจุอ่ะคับ)

หาอะไรรองท้องเสร็จ ก็มาเดินรอบๆปาร์คต่อ
ระหว่างที่เดินไปเดินมา ก็เห็นนักดนตรีเปิดหมวกมาบรรเลงให้ชมหลายคน
แต่ละคนก็มีความสามารถสูงๆกันทั้งนั้นเลย

วนไปวนมา ก็ไปเจอกับทางเข้าทางเทศกาลชมดอกไม้
มารู้ที่หลังว่า มันคือดอกโบตั๋น เพราะเพื่อนบอกคับ

แต่ว่าไม่ได้เข้าไปชมกะเค้าหรอก เพราะค่าเข้ามันก็หลายกะตังอยู่
เอาเป็นว่าแอบดูตามรูตามช่องกำแพง แล้วก็กะโดดๆ ดูว่าข้างในมันมีอะไรมั่ง
ส่วนใหญ่ก็ดอกไม้สวยๆนั่นแหละ

เดินเลยไปอีกหน่อยก็คือวัด ที่เค้าว่าอดีตเคยเป็นปราสาท แต่ปัจจุบันเค้าปิดไม่ให้เข้าไปดู
ก็ถ่ายรูปแต่ด้านนอกมา

แต่ที่น่าแปลกใจมากก็คือ เจย์ดี (เค้าเรียกงี้ป่ะ?) ที่เรียงกัน 5 ชั้นเนี่ย
ไอ้เราก็นึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัดหรือปราสาท ที่มองไกลๆแล้วสวยมากเลย
แต่พอเข้าไปใกล้ๆ -.-* มานกลายเป็นที่อยู่ของเป็ดง่ะ

อีกอย่าง เจดีย์อันนี้ตั้งอยู่ในเขตของสวนสัตว์ด้วย??
กุละอิจฉาเป็ดบ้านนี้เมืองนี้จริงๆ --.---"

จุดเด่นอีกอย่างที่เห็นแล้วรู้สึกดึงดูด ก็คือไอ้เสาแดงๆแบบเนี้ย
(ภาษาญี่ปุ่นเค้าเรียกว่าไรก้อไม่รุ ลืมแล้ว)
สีแดงมันสดดีอ่ะนะ

เดินเข้าไปเรื่อยๆ มันก็จะเป็นทางลงไปศาล เทพหมาจิ้งจอก

ด้วยความขี้เกียจ ขอแปะรูปที่เหลือไว้คราวหน้าละกันนะ
เด๋วจะมาอัพเพิ่ม ^^

มาถึงวันที่4แล้ว วันนี้จะว่าไปก็เป็นการเดินทางจากฟุคุโอกะเข้าโตเกียว ต้องตื่นแต่เช้าลากกระเป๋าหนักๆไปตามถนน ตรงไปที่สถานีให้ทันเวลาขึ้นรถ อากาศขมุกขมัวแล้วก็มีฝนปรอยๆ รู้สึกหนาวจนมือชา หลังจากที่เดินๆไปครึ่งทางก็จะถึงสถานี จากเม็ดฝนที่ปรอยลงมา มันก็แปรสภาพเป็นหิมะเม็ดเล็กๆ ถึงจะหนาวแล้วก็เหนื่อย แต่พอมองขึ้นไปบนฟ้าแล้วเห็นหิมะตกลงมาเป็นครั้งแรกในชีวิต ก็ทำให้รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา ถีงมันจะตกลงมานิดเดียวก็เหอะนะ แต่ก็ถือว่าเป็นช่วงประทับใจกับการเริ่มต้นวันดีๆวันหนึ่ง วันที่29... จริงๆแล้ววันนี้ เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเดินทางซะมากกว่านอกจากได้เห็นหิมะตอนเช้า ก็มีอะไรขำๆมาเล่าให้ฟังเหมือนกัน นั่นก็คือ ความฝันอย่างหนึ่งที่อยากจะได้เห็นภูเขาไฟฟูจิกะเค้าซักครั้ง ไปเยือนญี่ปุ่นมาก็หลายคราแล้ว ยังไม่เคยเห็นฟูจิตัวเป็นๆซะที เคยเห็นแต่ในรูปถ่าย เพื่อนบอกมาว่า ถ้านั่งชินกังเซนเข้าโตเกียว ช่วงที่ผ่านนาโงย่ามาแล้ว ก็จะได้เห็นฟูจินะ คอยมองดีๆละกัน ไอ้เราก็ตั้งหน้าตั้งตารอเลยทีเดียว ระหว่างที่รถผ่านนาโงย่าไป เตรียมกล้องไว้อย่างดีเลย นั่งข้างหน้าต่าง กะว่างานนี้กุไม่พลาดแน่ แต่นั่งๆไป มันก็เลยนาโงย่ามานานแล้วนะ ถึงโยโกฮาม่าแล้วด้วย เดินไปเดินมาระหว่างตู้ มัยรถแม่งลอดอุโมงค์บ่อยจังวุ้ย -*- รมณ์เสีย เวลาลุกขึ้นมายืนดัก รถแม่งก็มุดเข้าอุโมง พอกลับมานั่ง อ่ะ มันก็โผล่ออกไปอีก มองซ้ายมองขวาอยู่หลายที ก็เดาๆเอาว่า ลูกนั้นจะใช่มั้ย เขาลูกนี้รึเปล่า(วะ) จนกระทั่งมาถึงโตเกียว...

เชี่ยย ไหนวะฟูจิ .... อุส่าไม่ยอมหลับมาบนรถเพราะกลัวพลาด
กล้องเตรียมไว้ ไม่ได้ถ่ายซักกะแอะ ... หลังจากที่มานั่งคิดไปคิดมา.. แล้วมาอ่านบทความอะไรซักอย่างเนี่ยแหละ มันบอกว่า..."...วันไหนอากาศดีๆ นั่งชินกังเซน จะได้เห็นฟูจิ..."

อ่ออ ก็วันที่กุมา แม่งมีแต่เมฆกะหมอก สรุปว่า ไอ้เจ้เห็นแต่ตีน(เขา)ฟูจิ ไม่เห็นยอดเขาขอรับกระพ้ม!! แสร่ดดดด มานึกออกอะไรตอนเน้~~


โอเค ผ่านเรื่องทุเรดๆไป ก็นั่งรถมาจนถึงโตเกียว แล้วต่อซับเวย์มาอาสะคุสะ เพื่อจะเอาของไปเก็บโรงแรม มันก็เกือบ4โมงแล้วล่ะ ไลฟ์วันนี้เป็นของ supe กับ ptp (ไม่รุจักกันละเส่ะ) บอกใบ้กันคร่าวๆ ว่า2วงนี้เป็นวงฮาร์ดคอร์ที่เพิ่งจะเดบิว มีแฟนเพลงอยู่ในระดับนึง (พอๆกับเฟค) มือกีต้าร์ของ ptp ก็เล่นให้กับเฟคด้วย ส่วน supe ได้มารู้จักก็เพราะว่าเล่น myspaceอยู่ แล้วเค้าเป็นเพื่อนกับ ptp อีกที ก็เลยได้ฟังผลงานผ่านทางเว็บ ฟังแล้วรู้สึกชอบมาก วงเค้าเป็นญี่ปุ่นล้วนนะ แต่ทำเพลงเป็นอเมริกันโพสฮาร์ดคอร์ (ไม่ต้องถามว่ามันคือแนวอะไร ตอบไม่ได้เหมือนกันว่ะ) มันก็แนวโฮกๆ แรงๆหน่อยอ่ะ (ถ้านึกไม่ออก ให้คิดถึง dirละกัน ไม่รุจะเทียบกะอะไร)
อ่านแล้วเบื่อๆก็ข้ามไปนะ แต่อยากจะเล่าอ่ะแหละ เพราะว่ามันเป็นความรู้สึกพิเศษๆ แล้วก็ประทับใจมากๆเลยสำหรับวันนี้ แม้ว่าวงนั้นๆ มันจะไม่ใช่วงดังที่คนอื่นเค้ารู้จักกัน แต่มันเป็นอะไรที่ได้สัมผัสแล้วรู้สึกว่าปลื้มมากๆน่ะ
ไลฟ์วันนี้เอ้ไม่ได้ไปดูด้วย เพราะตั๋วซื้อมาแค่ใบเดียว ไม่ใช่ว่าไม่อยากชวนนะ แต่คิดดีแล้วว่า เอ้ไม่เหมาะกับไลฟ์แบบนี้อ่ะ ถ้าไปกลัวจะเจ็บตัวมากกว่า เพราะมันเป็นไลฟ์ที่ค่อนข้าง อืมม ไม่ค่อนอ่ะ มันรุนแรงมากเลยล่ะ!!! ก็เลยปล่อยให้เอ้นอนรอในห้อง พักผ่อนไปละกัน ไอ้เจ้พอเก็บของเสร็จก็ต้องรีบวิ่งไปขึ้นรถไฟไปชินจูกุ แต่ด้วยความที่โรงแรมมันอยู่ไกลมากกก ต้องเดินข้ามสะพานข้ามแม่น้ำไป +กับอีก2แยกไฟแดง ตอนแรกเดินออกมาถึงแยกแล้ว ปรากฏว่าตัวเองลืมหยิบแผนที่ที่จะไปดูไลฟ์มา (ที่shinjuku loft live house) เมื่อเช้าก่อนออกจากฟุคุโอกะ อุส่าให้สตาฟโรงแรมเค้าช่วยเขียนเป็นโรมันจิให้ จะได้ไปง่ายๆ ก็วิ่งกลับไปเอา แล้วก็วิ่งออกมา สาเหตุที่รีบก็เพราะนัดกับเพื่อนญี่ปุ่นเอาไว้ กลัวเค้าไปรอมันเสียมารยาท แต่ก็เพราะไอ้ความรีบเนี่ย คือ กุหยิบแต่แผ่นที่มา แต่ปรากฏว่า ตั๋วไลฟ์ไม่ได้เอามา.. -*- โว้ยยย วิ่งตาเหลือกกลับไปเอาที่โรงแรม ตอนนั้นเอ้นั่งเล่นเนตอยู่ ไอ้เจ้ไปยืนหน้าซีดอยู่ข้างๆ (กุเหนื่อยจนจะเปนลมอยู่แล้ว) เอ้ก็หันมาถามว่า "..อ้าว นี่ยังไม่ไปอีกเหรอ" (เทอนึกว่าไอ้เจ้เพิ่งลงมาจากบนห้อง)
..."ป่าว ... ไปมา2รอบแล้ว ลืมตั๋วไลฟ์"...(เสียงเซ็งสุดขีด) ก้อนะ กว่าจะได้ไปถึงสถานีรถไฟ ไอ้เจ้วิ่งวนไปวนมา ระยะทางประมาณ2กิโลได้ แต่ก็นั่นแหละ ในที่สุดก็ไปถึงชินจูกุราวๆ5โมงครึ่ง อากาศหนาวมากกกกกกกกกก หนาวจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ก็เดินหลงแป้บนึง ก่อนจะกางแผนที่ถามทางฝรั่งที่พูดญี่ปุ่นได้คนนึง เค้าก็ช่วยบอกทางให้ พอมาถึงก็โทรหาเพื่อน ถามว่าเค้าอยู่ที่ไหน คุยกันไปคุยกันมา ยูคิ(เพื่อนญี่ปุ่นคนนั้น)เค้าไปรับไอ้เจ้ที่โรงแรม แต่ว่าคลาดกัน ยูคิเจอกับเอ้ เอ้บอกว่า เจ้เพิ่งออกไปเมื่อ5นาทีที่แล้วเอง ... -.-"
ก็ยืนรอที่หน้าไลฟ์ซักพักยูคิก็มา เลยต้องขอโทษขอโพยเค้าเป็นการใหญ่ เพราะว่าตอนแรกนัดว่าจะเจอกันที่สถานี แต่ด้วยความเกรงใจไม่อยากให้เค้าต้องมารอเรา เลยเมล์ไปบอกเมื่อเช้าว่าไม่ต้องรอนะ เดี๋ยวไปเจอกันหน้าไลฟ์เลย แล้วเค้าก็ตอบเมล์กลับมาว่า บ้านเค้าอยู่ห่างจากโรงแรมที่ไอ้เจ้พักแค่5นาที เดี๋ยวจะมารับ แต่เพราะไอ้ตัวรีบเนี่ย มันเลยไมได้เช็คเมว มาถึงก็รีบออกไปเลย ทำให้ในที่สุดก็คลาดกัน อ่านะ ก็ขอโทษขอโพยกันไป
ลืมเล่าว่า ระหว่างที่ยืนรอเพื่อนอยู่ ก็เห็นผู้ชาย2-3คน เดินมา.. หน้าคุ้นๆนะ พอเค้าเดินผ่านหน้าเท่านั้นแหละ ก็อุทานออกมาเบาๆว่า..." k san...." (นักร้องนำของ ptp) แล้วก็ tsuyoshi มือเบส ณ วินาทีนั้น แบบว่าอยากเอ่ยปากทักมากๆเลย เพราะคิดดูดิ ระยะเผาขนมากๆ เดินผ่านหน้าเราไป แล้วเค้าก็มองหน้าเราด้วย ไอ้เราก็ได้แต่มองตาค้าง k ถือเป็นไอดอลอีกคนที่ชื่นชมนะ ส่วนตัวแล้ว เพราะอิมเมจแล้วก็เสียงร้องของเค้าให้ความรู้สึกว่ามีอิทธิพลกันคนดูมากอ่ะ ไอ้เราก็เป็นพวกชื่นชมคนเก่งด้วย ถึงแม้หน้าตาเค้าจะไม่ได้หล่ออะไรก็เหอะ แต่อารมณ์ว่าชื่นชมอ่ะ เพราะ ptp มีแฟนที่เป็นต่างชาติเยอะมาก (เพราะว่าเค้าไปออกทัวร์ที่เมกา แถบแคลิฟอเนียเป็นส่วนมาก ดนตรีก็เลยเป็นอเมริกันมากกว่าญี่ปุ่น)

จนเข้ามาถึงในคลับ ... เราว่าเฟคมันก็รู้สึกว่าใกล้แล้ว เจอกับวงแบบนี้ ยิ่งใกล้เข้าไปอีก เพราะอะไรรุป่ะ เค้าไม่มีสตาฟมาคอยกันคน นักดนตรีนั่งดื่มกันกับคนดู ใครก็ได้ที่เข้าไปทัก เข้าไปคุย เหมือนกับพวกเค้าก็เป็นคนธรรมดาที่มาเที่ยว มานั่งดื่ม เดินสวนกัน ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่า เรากับเขา อยู่คนละโลกกันเลย เพราะถ้าเทียบกับเกลย์ เทรุ หรือฮิซา คงไม่มีวันมานั่งดูดบุหรี่ท่ามกลางแฟนเพลงของเค้าแบบนี้ (มันคงจะโดนรุมโทรมตายตรงนั้นแหละ) ไม่ใช่ว่าเค้าไม่มีแฟนคลับ หรือไม่มีคนรู้จักนะ แต่มันเป็นเหมือนออร่าป้องกันตัวเองอ่ะ แม้ว่าเค้าจะนั่งดื่มนั่งคุยกันอยู่เหมือนปกติ แต่เราก็มีความรู้สึกบางอย่างที่บ่งบอกว่า อืมม อย่าเข้าไปเลยนะ ยืนมองเฉยๆดีกว่า มันให้บรรยากาศแบบนั้นจริงๆล่ะ

หลังจากที่เข้าไปซักพัก ก็มาต่อแถวกันซื้อของทัวร์ ด้วยความที่งบน้อย เลยซื้อเสื้อของ ptp มา1ตัว3พันเยน แล้วก็สติกเกอร์แผ่นเล็กๆของsupe มา2แผ่น100เยน จากนั้นก็เอาของไปเก็บในล็อคเกอร์แล้วก็เข้าไปในไลฟ์ วงที่เล่นวันนั้นมีทั้งหมด 4 วง จำชื่อวงอีก2วงไม่ได้ วงแรกที่เป็นวงเปิดไม่ได้ดู เพราะมัวแต่ซื้อของ แต่พอวงที่2กำลังจะเริ่มเล่น ก็เห็นว่า เฮ่ย นั่น supe!! ก็เลยรีบแทรกๆเข้าดู แต่คนดูส่วนมากที่มาเป็นแฟนของ ptp ปฏิกริยาก็เลยไม่ค่อยคึกคักเท่าที่ควร แฟนๆของsupeเค้าก็เบียดไปอยู่ข้างหน้ากันหมดแล้ว แต่ไอ้เจ้ก็ยืนอยู่แถวหลังๆ กะโดดด้องแด้งอยู่คนเดียว ท่ามกลางฝูงซอมบี้ (แม่งยืนกันตายซาก เซ็งชะมัด!!) อยากจะบอกว่า supeวันนั้นเล่นได้สุดยอดจริงๆ ซาวด์แน่นมากๆ สังเกตว่าจะมีทีมงานที่เป็นฝรั่งมาด้วย producerของ supe เป็นคนเดียวกับที่โปรดิวส์งานให้ system of a down ดังนั้นไม่ต้องห่วงเลยว่า โปรฯมาเอง ขนานแท้!!! supe เล่นประมาณครึ่งชั่วโมง รู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปเร็วมากเลย เสียดายอ่ะ อยากจะไปอยู่ข้างหน้ากว่านี้ เสียดายมากกกกกก จากนั้น อีกวงก็มาต่อ จำชื่อวงไม่ได้แต่เล่นแนว rapcore ดนตรีจะสับกันหนักๆ แต่ร้องแบบฮิปฮอป โดดกันสนุกมากเลย ตอนนั้นก็แทรกเข้าไปอยู่เกือบจะหน้าๆแล้ว อุส่าถ่อมาดูทั้งที ขอมันส์ไปเลยดีกว่า
หลังจากจบวงนี้ คนดูก็แน่นมากขึ้น เรียกได้ว่า loft แทบแตก เพราะคนเยอะมากๆ
ระหว่างที่กำลังซาวด์เช็ค ซึ่งใช้เวลานานมาก ptpก็ยังไม่ออกมาซะที คนดูก็เริ่มมีปฏิกริยากันมากขึ้น จนกระทั่งเสียงดนตรีเริ่ม เหมือนกับพายุลูกใหญ่ๆเข้ามาถล่มเลยล่ะ คนดูทั้งเบียด กระแทก ผลักกัน ชนิดที่ว่าไม่มียั้ง k ถือว่าเป็นสุดยอดของทุกคนตรงนั้นเลย เพลงแรกที่เล่นคือ blacksheep สิ่งที่เหนือความคาดหมายนั่นคือ k กระโดดลงมากลางฟลอร์ที่เต็มไปด้วยคนดู จากนั้นก็จมหายไป????? สตาฟต้องรีบมาสาวเอาไมค์ขึ้นไปก่อน เพราะไม่งั้นไมค์ได้พังแน่ จากนั้นคนดูก็ล้อม k เอาไว้ ตอนนั้นบอกความรู้สึกตัวเองไม่ถูกเลย คิดแต่ว่า ... นี่มันบ้าอะไรกันวะเนี่ย??? เป็นอะไรกันไปหมดแล้ว??? แล้วไอ้เจ้ก็ล้มลง เพราะแรงอัดที่เบียดกันแน่นมาก จริงๆแล้วมีคนนึงเค้าล้มลงไปก่อน แต่ด้วยความที่เราเข้าไปประคองเค้า เพราะกลัวจะโดนเหยียบตาย ก็เลยทำให้ตัวเองล้มตามลงไปด้วย แต่ก็ยังโชคดีที่ลุกขึ้นมาทัน ช่วงนั้นชุลมุลกันมาก จำได้ว่าเพลงหายไปครึ่งเพลงแล้ว k ยังไม่ได้กลับขึ้นเวที??? ทำแบบนี้เค้าเรียกว่าฆ่าตัวตายชัดๆ...
แต่ถึงแม้ว่าเหตุการณ์มันจะเป็นแบบนั้น แต่มันก็เป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ เรียกว่า อะดรินาลีนพุ่งกระฉูดกันเลยทีเดียว ทุกคน ณ ตรงนั้น ตะโกนแต่คำว่า Jesus! .. Jesus! แล้วก็ Jesus.. ตัวเองก็ตะโกนออกไปจนสุดเสียง บ้าคลั่งสุดชีวิตไปแล้ว

หลังจาก k ปีนกลับขึ้นไปบนเวที เพื่อนเล่นเพลงที่2 ทีนี้ก็เจอกับพายุไดร์เวอร์ทั้งหลาย คนดูเกิน50%เป็นผู้ชาย ที่สุดจะบ้าเลือดกันทุกคน แต่ผู้หญิงตัวเล็กๆก็เยอะเหมือนกัน เรียกว่า ไม่มีใครยอมแพ้กันเลยล่ะ ต่างรุมกันเบียดแล้วก็ไดร์ฟๆๆๆๆ และเนื่องจากเพดานของ loft มันจะไม่สูงมากนัก เพราะว่าเค้าเดินท่อน้ำแอร์เอาไว้ข้างบน ลักษณะก็เหมือนกับท่อแอร์ที่พันฟรอยเอาไว้ พวกเล่นไดร์ฟกันอีท่าไหนไม่รู้ เตะต่อน้ำแอร์แตก น้ำแอร์พุ่งออกมายังกะไอ้ที่ดับเพลิงอัตโนมัติยังงั้นเลย สังเกตเห็นว่าสตาฟที่อยู่บนเวทีเหวอไปตามๆกัน (ทั้งยุ่นทั่งฝรั่ง) เพราะไม่คิดว่าจะเจอพายุคนดูอัดเข้าให้ถึงขนาดนี้ พอจบเพลง k ก็ออกมาพูดอะไรไม่รู้ยาวมาก เหมือนกับว่า ไม่อยากให้ทุกคนรุนแรงใส่กัน อะไรแบบเนี้ยแหละ แต่ดูเหมือนคนดูจะซึ้งมาก พอ k พูดจบ คนก็ปรบมือกัน ปะมาณว่า โอ้ว นายเท่ห์มาก อะไรแบบเนี้ย

เพลงต่อมาเป็นจังหวะกลางๆ แล้วก็ช้าลง ทำให้อุณหภูมิที่กำลังเดือดอยู่เมื่อกี้ผ่อนคลายลง ในใจก็นึกว่า ค่อยยังชั่ว ไม่งั้นงานนี้ได้เกิดโศกนาฏกรรมแน่ แต่หลังจากนั้นพอเล่นเพลง from here to somewhere พายุก็ก่อตัวขึ้นอีก และ1ในไอ้พวกไดร์ฟเวอร์ ไม่ใช่ใคร ... แหะๆ กูเองค่ะ ไหนๆก็พีคไปแล้ว ก็ขอพีคให้สุดๆไปเลยละกัน จำได้ว่าเกาะหลังผู้ชายไว้คนนึง แล้วเค้าก็หันมา คือ มองตาแล้วรู้กันเลยอ่ะ เราก็พยักหน้า มันก็พยักหน้า จากนั้นก็ยกเราขึ้นไป ช่วยๆกันดัน จากอยู่หลังสุด ไอ้เจ้กลิ้งมาตรงหน้าเวทีเลย รู้สึกดีมากกกๆๆๆๆๆ

ptp เล่นประมาณ40นาที พอจบ คนดูไม่ยอมจบ อังกอร์กันชนิดที่ว่า ไม่ออกมานี่เป็นเรื่องกันเลยทีเดียว ช่วงอังกอร์เป็นอะไรที่หนักมาก จนตัวเองรู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้ว เพราะมันเบียดมากจนเข็มขัดหลุดอ่ะ หัวเข็มขัดกะจุยเลยเชื่อป่ะ ต่างหูที่ใส่มากระเด็นหลุดหายไปเลย (ดีหูกุไม่หลุดตามไปด้วย) โดนทั้งท่อนแขน แล้วก็ตรีนจากพวกไดร์ฟ เลยถอยมาตั้งหลักด้านหลังเพลงนึง และพอเพลงสุดท้าย ก็วิ่งกระโจนเข้าไปในวงล้อมใหม่ เหมือนโดดตึกเลยอ่ะ บ้ามากๆ ตอนนั้นเจ็บตัวไปหมดแล้ว แต่ก็ช่างมัน วันนี้จะเป็นไงก็ช่างมันแล้ว รู้แค่นั้นอ่ะ เป็นอะไรที่สุดๆ จริงๆนะ

หลังจากจบไลฟ์ก็มานั่งดื่มพักเหนื่อย ... (ย้อนกลับขึ้นไปอ่านข้างบน โอ้ กุพล่ามยาวโคดๆเลยกะทุนี้) จากที่รู้สึกหนาวๆ ปวดหัว เพราะว่าอากาศข้างนอกแล้วก็อ่อนล้าจากการเดินทาง พอซดเหล้าเข้าไป3แก้ว รู้สึกว่าหน้าร้อนวูบๆๆ (ได้ข่าวว่าซด vodga ไป3แก้ว) มานั่งคิดๆไป ถ้าไปอยู่ที่ญี่ปุ่นนานๆ คงจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่ปีหรอก เพราะรู้ตัวว่าทั้งดื่มและสูบจัดมาก อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลย ร่างกายมันแย่จริงๆนะ ให้ตายดิ

ก็หลังจากนั่งพักเหนื่อย ก็คิดว่าได้เวลากลับแล้ว ยูคิก็พาเดินนำหน้าไป ก็นึกว่าจะไปตรงทางออก แต่เปล่าคับ ปรากฏว่า ยูคิพามาพบกับสมาชิกของวงsupe ก็คือนักร้องน้ำ kihiro แล้วยูคิเค้าก็แนะนำว่า เนี่ย เราเป็นแฟนเพลงนะมาจากเมืองไทย พูดแค่นั้นแหละ kihiro ก็มันมาบอกว่า
เฮ้ยย เราคือ JJ ใช่มั้ย??? ไอ้เจ้ก็พยักหน้าบอกว่า ใช่~ แล้วแบบว่า kihiro ก็เข้ามากอดอ่ะ บอกว่า เฮ้ยย มาจริงๆด้วย ดีใจมากเลย ขอบคุณที่มาดูนะ !! เรื่องของเรื่อง อย่างที่บอกตอนแรกว่ารู้จักวงนี้ผ่านทาง myspace ก็ตามๆงานของวงนี้เพราะว่าชอบ ขนาดลงทุนสั่งซื้อซีดีจากที่เมกาเลย ตอนนั้นจำได้ว่า หลังจากที่สั่งซีดีไป เราก็ส่งเมสเสจบอร์ดไปบอกว่า เออ เนี่ย เราเปนคนไทยนะ ชอบเพลงของเค้ามากเลย แล้วก็ซื้อซีดีด้วย ตอนนั้นจำได้ว่าเค้าเมสเสจตอบกลับมาว่าขอบคุณมากที่อุดหนุน เราก็บอกไปว่า ถ้ามีโอกาสจะไปดูไลฟ์นะ แล้วบังเอิญมันประจวบเหมาะอ่ะ ว่าวงนี้เค้าเล่นตอนที่เราไปพอดี มันก็เลยกลายเป็นได้ดูไลฟ์ของวงที่ชอบหลายๆวงเลย รู้สึกประทับใจมาก ก็ยืนคุยกับ kihiro แป้บนึง แล้วก็ขอลายเซนต์ ก็ให้เซนต์ด้านหลังของสติกเกอร์ที่ซื้อมานั่นแหละ ดีใจมากเลย หลังจากนั้นตอนที่เดินกลับออกมาก็สวนกับ ari มือกีต้าร์ของsupe เพื่อนก็เข้าไปคุยให้อีก แล้วก็อาการเดียวกัน ... are you jj? ... พอเราตอบว่า yeah... แล้ว ari ก็เข้ามากอดอ่ะ แบบว่า เฮ้ยย ดีใจมากเลยที่มา แล้วเค้าทักเราว่า "สวัสดีครับ" ชัดเจน แจ่มแจ๋ว
ไอ้เจ้งงสิคับ เฮ่ยย มันพูดไทยได้ด้วยเว่ยเฮ้ย แถมไหวัเราอีก คุยกันไปคุยกันมา ปรากฏว่า ari เคยมาอยู่เมืองไทย3ปี ทำให้พูดไทยได้นิโหน่ย ปลื้มมมม เค้าพูดว่า "ขอบคุณมากคร่าบบ" 555 น่ารักอ่ะ (ถึงหน้ามันจะโหดมากก็เหอะนะ) แต่นิสัยดีมากทุกๆคนเลย แล้วก็เลยขอลายเซนari มาด้วยอีกคน จริงๆแล้ว ari บอกว่าวันที่4 พวกเค้าจะมีไลฟ์แสดงอีก อยากจะให้ไอ้เจ้ไปดูด้วย แต่ก็อ้ำๆอึ้งๆ มองหน้ากับยูคิ เพราะว่า วันที่4เป็นไลฟ์ของเฟค ยูคิเค้าเลยตอบเลี่ยงๆไปให้ว่า jjเค้าไม่ว่างน่ะ แต่อยากไปนะ (ในใจอ่ะอยากไปจริงๆนะ ทำไมต้องเล่นตรงกันด้วยยยยย) พอคุยกันได้แป้บนึงก็ขอแยกตัวออกมา ตอนนั้นรู้สึกขอบคุณยูคิมากจริงๆ เพราะตัวเจ้เองไม่กล้าที่จะเข้าไปทักทายใครก่อนหรอก มันประหม่าน่ะ ถ้าเพื่อนไม่ช่วยแนะนำ ก็คงจะไม่ได้จับมือ ไม่ได้ลายเซนกลับมาแน่ๆ รู้สึกขอบคุณยูคิกมากๆ จนไม่รู้จะพูดออกมายังไงดี

พอออกมาด้านนอก ปรากฏว่า อัคโกะและซากุระ เพื่อนญี่ปุ่นที่เป็นแฟนเฟคอีก2คน มายืนรออยู่แล้ว ก็แปลกใจเหมือนกัน คิดว่าเค้าอาจจะนัดกับยูคิไว้ละมั้ง แล้วพวกนั้นเค้าก็ชวนไปนั่งดื่มกันต่อ ไอ้เจ้ตอนแรกก็กะปฏิเสธเค้าไป บอกว่า เออ เรากลัวจะกลับไม่ทันรถไฟนะ (จริงๆแล้วคือ กุไม่มีตังไปกินตะหาก -.-") แต่ยูคิก็บอกว่า เนี่ย รถไฟหมดเที่ยงคืนครึ่งนะ แล้วบ้านเราก็อยู่ใกล้ๆกัน เดี๋ยวกลับด้วยกันนะ ไอ้เรามันก็ประเภทเกรงใจ ไม่กล้าปฏิเสธอีก ก็เลยเออออ ไปกินกะเค้าก็ไป ก็นั่งดื่มกันต่อ สั่งวอดก้ามากินอีก ก็เริ่มมึนๆ ทีนี้ไม่รู้ไอ้ภาษาปะกิดที่มันตะหงิดๆ ติดๆขัดๆหายไปไหนหมด ไอ้เจ้พูดน้ำไหลไฟดับ อารมณ์ว่าเหล้าเข้าปากเปรียบดังเอาสากมาตีพริก(มันเกี่ยวกานตรงไหนวะ -.-"") นั่นแหละๆ เมาแล้วพล่ามไงละคับทั่น คุยไรไม่รุเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งได้เวลาต้องกลับจริงๆแล้ว ก่อนที่รถจะหมด ก็สั่งเชคบิล ก็เห็นแว่บๆอ่ะ ว่าประมาณหมื่นเยน .... ซี้ดดด เอาแล้วกู ทั้งตัวเหลือตังอยู่นิดเดว จะพอกลับบ้านมั้ยวะเนี่ย โอย กุโดนเอ้ฆ่าแน่ๆ เลย วันนี้เสียค่าเหล้าไปหลายพัน จากที่กำลังมึนๆ ไอ้เจ้สร่างโดยอัตโนมัติ กลายเป็นแอบเครียด การี้ดดดด.... แต่ทว่า พอควักเงินจ่ายให้กับเพื่อนร่วมโต้ะ ปรากฏว่า ทุกคนไม่รับเงินของเรา เฮ่ย ทำไมอ่ะ ... ไม่ได้ทำเนียนนะ แต่ว่าเกรงใจเค้าจริงๆอ่ะ คือทุกคนใจดีกับเรามาก จนเราไม่กล้าที่จะรับไว้อีกแล้วอ่ะ เพราะที่โอซาก้าวันแรก อัคโกะก็เลี้ยงตั๋วไลฟ์ไปให้รอบนึงแล้ว (ตั้ง4พัน5เลยนะ) แล้ววันนี้ก็เลี้ยงข้าวอีก เราก็พยามจะเอาเงินให้เค้า แต่ยูคิบอกว่า เก็บไว้เถอะนะ วันนี้ถือว่าเป็นการเลี้ยง welcome party for jj นะ...
ซึ้งโคดอ่ะ ทำไมอ่ะ ทำไมใจดีกะเราแบบนี้อ่ะ เค้าบอกว่าเค้าเปนคนชวนนะ เพราะงั้นเค้าขอเลี้ยง โฮกกกกกกกกก (รุงี้กุน่าจะกินให้เยอะๆก่านี้เนาะ )
คืนนั้นก็กลับบ้านพร้อมยูคิ เดินคุยๆกัน เจ้ก้อถามยูคิว่ามีครอบครัวรึยัง ยูคิบอกว่า แต่งงานแล้วนะเนี่ย เฮ้ย จิงอ่ะ ไม่อยากเชื่อเลย สรุปว่าเพื่อนๆที่มาเจอกัน หลายคนมีครอบครัวแล้ว แค่ยังไม่มีลูกเท่านั้นเอง อืมมม เท่าที่เล่าๆ ย้อนถึงเรื่องที่ผ่านมา อยากจะยกให้วันที่29 เป็นความแห่งความทรงจำดีๆอีกวันที่จะไม่มีวันลืมเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ได้เจอกับวงที่ชอบ ได้จับมือ ได้ลายเซน ได้เห็นน้ำใจของเพื่อนต่างชาติ ถึงแม้ว่าจะคุยกันรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ก็ถือว่าเราต่างก็มีภาษาใจที่สื่อถึงกันได้ละนะ ... เป็นอีกเรื่องดีๆ ที่อยากเล่าสู่กันฟัง
ยังนะ ยังไม่หมดแค่นี้ เรื่องดีๆยังมีต่ออีก ไว้จะมาเล่าวันหลังนะ ^^
ขอบคุณที่ทนอ่าน กระทู้ที่ยาวที่สุดในทริปนี้เลย(ละมั้ง) อิอิอิ


osaka-fukuoka

พูดถึงโอซาก้า มาคราวนี้ได้มาเยือนแป้บเดียวเอง นึกเสียดายอยู่เหมือนกัน เพราะอยากจะเที่ยวโอซาก้าให้สะใจกว่านี้ แต่ก็ไม่สามารถ เพราะจะต้องไปฟุคุโอกะซึ่งอยู่ทางใต้ของญี่ปุ่น ถ้าขึ้นชินกังเซน(ฮิคาริ)จากสถานีชินโอซาก้า ไปถึงฮาคาตะ(เป็นสถานีใหญ่ของฟุคุโอกะ)ก็กินเวลาราวๆ 6ชั่วโมงกว่า (โนโซมิ5ชั่วโมง เครื่องบินก็ราวๆ2-3ชั่วโมงอ่ะ) ก็ไกลเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน
อย่างที่บอก ไอ้ตอนที่อยู่ในรถไฟน่ะ มันมีฮีตเตอร์ มันเลยไม่รู้สึกว่าข้างนอกหนาวหรือร้อน แค่เห็นนอกหน้าต่างว่าแดดมันแรงดี คิดว่าคงจะหนีพ้นจากความหนาวที่โอซาก้าไปแล้ว ช่วงที่ออกเดินทางจากโอซาก้า ขึ้นรถมาตอนเกือบ9โมงเช้า ไปถึงที่ฮาคาตะก็บ่าย2โมงกว่า และจากสถานี เดินไปโรงแรมก็เกือบบ่าย3โมง โรงแรมที่พักที่ฟุคุโอกะเป็นแบบเกสเฮ้า (ข้าวสารฟุคุฯนั่นเอง) คืนนึงก็5พันกว่าเยน ที่แพงหน่อยเพราะมันเพิ่งจะเปิดได้ไม่นาน อะไรๆก้อยังใหม่อยู่ ก็นับว่าสะดวกสบายที่สุดในการเดินทางคราวนี้ เพราะถึงแม้ว่าจะไม่มีห้องน้ำในตัว แต่ก็มีฮีตเตอร์อุ่นๆ มีเนตเล่น มีครัวให้ทำกับข้าว แค่นี้ก็โอเคแล้วล่ะ พอเช็คอินโยนกะเป๋าใส่ห้องเสร็จก็รีบเผ่นมาขึ้นรถบัสที่สถานี เพื่อเดินทางต่อไปที่fukuoka marine masse arena ซึ่งเป็นสถานที่จัดไลฟ์ของglay ใช้เวลาเดินทางก็ประมาณ 15-20 นาที

ดูเสร็จแล้วเอาไปชั่งโลขายได้เลย หลายรอบจัด (เว่อปายย)


ถึงแม้ว่าไลฟ์จะเริ่มเล่น5โมง แต่ช่วยๆกันจิ้นหน่อยว่า มันเล่นในอารีน่า คนเป็นหมื่น กว่าจะต่อคิวซื้อของ ต่อคิวเข้าไปในฮอลล์ มันก็คงไม่ใช้เวลาแป้บเดียวหรอกใช่มะ และแถมรถบัสที่นี่ ใช้ตั๋วrailpassไม่ได้อีกตะหาก ต้องเสียค่ารถคนละ150เยน ไปถึง คนก็มาต่อคิวกันซื้อของทัวร์กันแล้ว แต่ถึงแม้ว่าคนจะเยอะ แต่ระบบการจัดการเค้าค่อนข้างดี ทำให้ไม่ต้องเข้าคิวกันยาวนานมากนัก (เพราะแม่งคนดูมันอาจจะแข็งตายก่อนได้ดูไลฟ์)

แถวซื้อของทัวร์


อารามเข้าคิวยังกะแจกฟรี


ขนาดรูปรถ ยังต่อคิวกันถ่าย


ลายเซนต์(ที่ไม่รุว่าของจริงหรือของปลอม) ก็รุมถ่ายกัน อย่างกับจิโร่มายืนแจกลายเซนตัวตนเอง


สาบานนะว่าซื้อของทัวร์ ... คาดว่าถ้าglayทำตุ๊กตายางขาย เทอคงจะเหมาหมด4ตัว


ระหว่างที่เอ้เค้าเข้าคิวซื้อของ เจ้ก้อไปเดินถ่ายรูป(กุขี้เกียจรอ) และตอนที่กำลังจะเดินไปต่อแถวเข้าฮอลล์ ก็มีคนญี่ปุ่นเข้ามาทัก เค้าบอกว่าเป็นเพื่อนของยูคิ (เพื่อนคนญี่ปุ่นที่เจอกันที่โอซาก้าวันแรก) เค้าก็ถามว่าเราคือเจเจรึเปล่า ก้องงอ่ะ แบบว่า รุจักกุได้ไงวะ เค้าก็แนะนำตัวเองว่าเป็นเพื่อนยูคิ ตัวเค้าเองเป็นสมาชิกของhappy swing เป็นคนที่จองตั๋วglayให้นั่นเอง เค้าชื่ออัตสึโกะล่ะ ส่วนอีกคนชื่อมาโดกะ ก้อคุยๆกันแล้วก้อยืนต่อแถวกันไป แบบว่าเค้าก็ถามๆว่าชอบใครในวงมากที่สุด ส่วนตัวแล้วก้อชอบเทรุมากสุดแหละ ถึงจะไม่ค่อยกี้ดก้าดอะไรมากเท่าไหร่ แต่ก็เริ่มฟังglayมาพร้อมๆกับlarcและluna sea (สรุปว่ากุเปนคนหลายใจนั่นเอง)

คนซ้ายคือมาโดกะ คนขวาคืออัตสึโกะ ส่วนคนกลาง อู้ดคากิ ... 55555 (จะโดนเมียตบก็งานนี้ละวะ)


ของกุเก๊กกะเค้ามั่งเหอะ


อ้อ ชื่อไลฟ์คราวนี้เป็น Glay Arena Tour 2007 Love is Beautiful (ชื่อคล้ายๆ ห้างแว่นบิ้วตี้ฟูลลล)





งานนี้นับถือความอึดของสาวญี่ปุ่นจริงๆให้ดิ้นตาย เพราะถึงแม่งจะหนาวขนาดไหน เทอก้อยังใจกล้า นุ่งสั้นท้าลมหนาวโกรกไอ้สั้นน่ะ มันสั้นจิงๆนะ ประมาณ 1 คืบก่าๆเอง อ้อ ว่าแล้วก็พูดถึงเทรนแฟชั่นลมหนาวของปีนี้ (ปีอื่นๆเปนงี้ป่าวไม่รุ) ก็คือจะฮิตใส่กระโปรงสั้น ส่วนมากเป็นยีนส์ สั้นมากๆ แล้วก็ใส่รองเท้าบู้ตสูงๆ เหนือเข่า หรือถุงน่อง ถุงเท้ายาว แต่รองเท้าต้องเป็นบุ้ตเท่านั้นนะถึงจะเดิ้น เสื้อกันหนาวจะเป็นปล้องๆแบบตัวหนอน มีขนเหมือนหมาพุดเดิ้ลมานอนตายอยู่รอบคอ ด้านในจะเป็นเสื้อไหมพรมตัวยาวๆเข้ารูปหน่อยๆ แต่ถ้าสาวคนไหนไม่มั่นใจที่จะใส่กระโปรงสั้น เพราะดันมีขาเป็นหัวไชเท้า ก็จะอาศัยใส่ยีนส์ขายาวเข้ารูปรัดติ้ว ติ๊ต่างว่าเป็นถุงน่อง แล้วก้อใส่บู้ตยาวสวมทับขากางเกงไว้ เป็นที่น่าสงสัยว่าถ้าปวดฉี่ขึ้นมาจะเข้าส้วมกันทันมั้ย เพราะกุงเกงเทอฟิตปริ้เหลือเกิน

สำหรับคอสเพลย์ก็มีแต่งกันมาเยอะเหมือนกัน ทั้งเหมือนและไม่เหมือน แต่ไม่ได้ตั้งใจถ่าย เพราะว่าขี้เกียจ มันหนาวจนไม่อยากทำอะไรอ่ะ สารภาพว่าตอนนั้น กุอยากกลับบ้านนนน




ซื้อของทัวร์เสร็จแล้วก็มายืนที่ระเบียงชั้น2ของฮอลล์


ลมทะเลแรงโคด


แล้วฝนฟ้าก็ครึ้มมาแต่ไกล


** ง่วงอ่ะ เลิกงานกลับมานั่งปั่นเลย เด๋วของีบก่อน คืนนี้มาต่อ

ไม่รุยูคิไปเผาไรให้เพื่อนเค้าฟังป่าว
แต่ทั้งคู่ก็เป็นคนอัธยาศัยดี น่ารัก พยามพูดอังกิดกะเรา ทั้งๆที่เราก้อพูดกะเค้าไม่ค่อยรุเรื่อง
สรุปว่า ภาษาไม่แข็งแรงกันเลยซักคน อาศัยยิ้มมมมม ใส่กันอย่างเดียว จนในที่สุดก็ต่างคนต่างแยกกันไป -.-* เส้าจิต

วันนี้เหนื่อยจัง แต่แว่บมาเม้าก่อนจะไปนอนนะ
ต่อกันด้วยไลฟ์ ก็หลังจากต่อคิวงู(แถวมันยาวคดไปคดมา เลยติ๊ต่างเรียกว่าแถวงูละกัน)

แถวงู


ก็เข้าไปในฮอลล์ ก็อึ้งไปนิดนึง คือมันใหญ่มากกกก เกิดมาไม่เคยดูไลฟ์ใหญ่ๆแบบนี้(นอกประเทศ)รู้สึกเหมือนสวรรค์โปรด เพราะเข้ามาในฮอลแล้วอุ่นขึ้นเยอะ หลังจากยืนตากลมหนาวอยู่ข้างนอกเป็นชั่วโมง แอบแปลกใจนิดหน่อยว่าทำไมเกลย์เค้าเริ่มเล่นคอนเสริตไวจัง ก็คือประตูเปิด4โมง เล่น5โมง ถ้าเทียบกับของเฟคที่เคยไปดู กว่าจะเล่นก็ทุ่มนึงเป็นอย่างน้อย แต่พอถามเพื่อนที่เค้าเคยไปดูไลฟ์ของเกลย์มาก่อนก็ถึงกับบางอ้อ เพราะเวลาในการแสดงมันต่างกันนั่นเอง ของเฟคเล่นแบบอัดกันเต็มที่ ไม่มีอังกอร์ไม่มีmcอะไรยาวๆ เล่นประมาณ1ชม ครึ่ง แต่ของเกลย์ปาเข้าไปเกือบ3ชั่วโมง เล่นกันทั้งหมด20กว่าเพลง ช่วงพักอังกอร์ประมาณ10นาที ก่อนจะเล่นต่ออีกครึ่งชั่วโมงกว่า (ไม่รู้เอาเรี่ยวเอาแรงมาจากไหนกันเนาะ)
แต่ก็ต้องชมละ ว่ามันเป็นไลฟ์ระดับประเทศจริงๆอ่ะนะ ทั้งแสง สี เสียง ผิดกับไลฟ์ในคลับเล็กๆไหนต่อไหน แต่ว่ายังไงอ่ะนะ ก็ยังชอบไลฟ์เล็กๆมากกว่าอยู่ดี ไม่เกี่ยวกับเรื่องสไตล์เพลง แต่เป็นบรรยากาศที่มันค่อนข้างติดดิน แล้วก็เข้าถึงได้มากกว่า (ใกล้กันระยะเผาขนย่อมดีกว่าการนั่งส่องกล้องทางไกลละวะ 5555)
ไลฟ์วันแรก ที่นั่งอยู่ไกลเหมือนกัน แต่ตรงหน้าเวทีเลย มองเห็นจอได้ถนัด เวทีจะเป็นม่านๆ มีจอlcdขนาดยักษ์ตรงกลาง1อัน (เหมือนหนังกลางแปลงยังไงชอบกล)แล้วก็มีขนาดกลางอีก2อันขนาบข้าง อืมม เหมือนกุไปนั่งดูfilm gigs เลยนะเนี่ย เพราะแม่ง เทรุหัวเท่าหอยมด อาศัยดูจากจอเอาละกัน กรั่กๆๆ

นั่งชินกังเซนมาจากโอซาก้า


มาถึงฮาคาตะแว้วว


รายละเอียดเกี่ยวกะไลฟ์ ข้ามไปก่อนละกัน มันเยอะจัดจนจำไม่ไหวง่ะ
ตัดมาถึงตอนที่จบไลฟ์เลยดีกว่า ไอ้ขามาน่ะ มันก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะคนจะทยอยๆกันมาเรื่อยๆ แต่ขากลับเนี่ย มันก็จ้องจะกลับบ้านกันทุกคน รถเมล์มีอยู่2สาย แต่สายที่คนเยอะที่สุดก็คือสายที่จะไปส่งที่สถานีฮาคาตะซึ่งเป็นสถานีใหญ่ พอจบไลฟ์ก็ลงมาชั้นล่างเพื่อมาดูซุ้มขายพวกซีดี ดีวีดี จากนั้นก็สังเกตว่า เห็นคนมุงอะไรกันตรงข้างๆประตูทางออกฮอลวะ ก็เลยไปยืนมุงกะเค้ามั่ง ปรากฏว่าเป็นset listที่เพิ่งเล่นกันเสร็จไป คือ เค้าทำบอร์ดset listให้คนดูกันเลย ปรากฏว่า
ทุกคนมุงกันถ่ายรูป แบบว่าแย่งกันชนิดจะตบกันตาย -.-* (แม่งset listยังอุส่าแย่งกันถ่าย)
แต่ก้อถ่ายกะเค้ามาด้วยเหมือนกันนะ แต่ยอมรับเลยว่างานนี้ทำเอาไอ้เจ้สติแตก เพราะหงุดหงิดมาก อย่างที่บอก ส่วนตัวไม่ชอบไลฟ์ใหญ่ๆแบบนี้เท่าไหร่อยู่แล้ว ยิ่งเจอไอ้บรรยากาศแบบแย่งกันมุงแย่งกันถ่ายเนี่ย อารมณ์เสียชนิดแทบจะผลักอิคนที่เกะกะให้หัวทิ่มกันเลยทีเดียว ก้อบอกกะเอ้ว่า อืม ไม่ไหวแล้วนะ ไม่อยากอารมณ์เสีย กลับเลยละกัน เอ้ก็โอเค

เซตลิสนรก


อันนี้เป็นป้ายโฆษณา ช่วงโปรโมชั่น สำหรับคนที่ซื้อซิงเกิลหรืออัลบั้มเก่าของเกลย์ในงาน จะได้แถมสติกเกอร์ live is beautiful ฟรี 1 อัน


แต่พอออกมาด้านนอก เห็นแถวที่ยืนต่อคิวกันขึ้นรถ ยิ่งเซ็งหนักกว่าเก่า เพราะนอกจากอากาศมันจะหนาวกว่าตอนบ่าย ฝนยังอุส่าห์พรำๆลงมาอีก ทำให้ยิ่งหนาวโคดๆ คือยืนต่อคิวขึ้นรถอีกชั่วโมงกว่า หนาวจนไม่พูดอะไรกันเลยมั้งตอนนั้น เหนื่อย แล้วก็เซ็ง เมื่อยด้วย แต่ก็โอเคอ่ะ ต้องยอมรับสภาพ(ทั้งที่ไม่อยากจะรับหรอกนะ) นับถือในความพยายามของแฟนเพลงญี่ปุ่นนะ เค้ามีความอดทนกันสูงมาก ไอ้เรามันก็ทนได้อยู่หรอกนะ ถ้าอากาศมันไม่หนาวซะขนาดนั้น อย่าว่าแต่พูดออกมาเลย แค่หายใจธรรมดา ก็มีไอออกมา(เหมือนในหนังเกาหลีเลย)
แล้วพอได้ขึ้นรถก็ต้องไปเบียดเสียดกันในรถอีกเป็นปลากระป๋อง จากหนาวๆเข้าไปเบียดกันบนรถจนเหงื่อแตก กลับไปถึงห้องก็ต้องกินยาแก้หวัดกันไว้เลย เพราะสภาพมันแย่มาก
จากที่เบียดกันบนรถ พอไปถึงสถานีก็ต้องเดินกันต่ออีก เพราะว่าโรงแรมไม่มีรถบัสผ่าน ต้องเดินเอาอย่างเดียว จากสถานทีก็เกินเท้าต่อไปอีกประมาณ 15นาที จากเหงื่อแตก ก็กลายเป็นสั่นงั่กๆๆ ตอนนั้นหิวก็หิวนะ แต่มันล้าจนไม่อยากแวะกินอะไร(ตังไม่ค่อยมีด้วย) เลยตัดสินใจกลับโรงแรมไปต้มมาม่ากินกันดีกว่า สรุปว่าทั้งวันก็กินแซนวิชไปคนละ1คู่ (ซื้อมาจากบนรถไฟชินกังเซนที่นั่งมาเมื่อเช้า) แล้วก็มาม่าคนละห่อ + ปลากระป๋อง จะว่าเป็นทริปที่อนาถาก็ไม่เชิง แต่เพราะไปวันแรกๆ จะใช้จ่ายอะไรก็ต้องระวัง กะว่าวันหลังๆตังเหลือแล้วค่อยกินหรูๆละกัน
เพราะเรื่องที่ไม่คาดคิดอาจจะเกิดขึ้นได้ (แล้วมันก็เกิดจริงๆนั่นแหละ) เพราะแบตชาร์จmdดันเกิดเจ๊งบ๊งขึ้นมา ทำให้เก็บไฟไม่อยู่ อัดอะไรไม่ได้เลยวันนั้น (มันอัดไม่ได้ตั้งแต่ไลฟ์ของเฟควันแรกแล้ว) ก็เลยกัดฟันซื้อแบตไป1ก้อน ราคาเกือบ5พันเยน คิดดูดิ5พันเยน กินข้าวได้ตั้ง3วันเลยนะ(สำหรับ2คน) แต่ในเมื่อมาถึงนี่แล้ว ถ้าจะไม่อัดเลยมันก็เสียเที่ยว เลยยอมอดข้าวไปละกัน
สรุปว่ามาฟุคุโอกะไอ้เจ้กะเอ้ก็กินกันแต่มาม่า+ปลากระป๋องทุกมื้อเลย เหอะๆๆ TvT...

โอเค แล้วจะมาต่อนะ ง่วงจัง... bye

เอาวิวสวยๆมาฝากละกัน






สำหรับไลฟ์ที่ฟุคุโอกะวันที่2 ก็ถือว่าสบายๆ คนน้อยกว่าวันแรก ที่ว่าน้อยคือคิวต่อแถวซื้อของนะ
ส่วนคิวที่จะเข้าไปในฮอล วันนี้ไปดักที่ประตูทางเข้าแต่เนิ่นๆ
เลยไม่ต้องเข้าแถวงู เหอะๆๆ และที่โชคดีกว่า นั่นก็คือที่นั่งของวันนี้ดีมากๆ
อยู่ทางฝั่งขวาของเวที ห่างออกไปประมาณ 20เมตร ดีกว่าเมื่อวานมากกกกก เพราะเห็นชัดทีเดียวล่ะ
และเนื่องจากไลฟ์ของเกลย์แต่ละครั้ง เค้าก็มักจะเล่นตามสคริป เหมือนกับละครนั่นแหละ
ก็แทบจะเหมือนกันหมดทุกไลฟ์ เพราะงั้น เล่าครั้งเดียวพอ แหะๆ
(ขี้เกียจเล่าก้อบอกเค้าไปเด้)

การแสดงเริ่มต้นขึ้นด้วยการเปิดpresentation เป็นวีดีโอที่เกี่ยวกับกาลเวลาแล้วก็ธรรมชาติ
แล้วก็จะตัดเป็นภาพไลฟ์ต่างๆที่ผ่านมาของเกลย์ เหมือนจะสื่อถึงว่า
กว่าจะมาถึงวันนี้มันใช้เวลายาวนานแค่ไหน แล้วก็ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมา
เพราะความรักที่แฟนเพลงมีให้กับพวกเค้า ประมาณเนี้ย
พอจบmv คนดูก็ปรบมือกันดังก้องฮอล จากนั้นก็จะมีม่านพร้อมกับสปอตไลท์
พวกเกลย์ก็อยู่หลังม่าน คนดูก็กรี้ดกันสลบเหมือด

เซตลิสวันที่2


มีอยู่หลายช่วงที่ทุกคนจะวิ่งสลับกันไป-มา ทั้งมุมซ้ายและขวา
โชคดีมากๆที่วันนี้ทุกคนจะวิ่งมาเล่นทางฝั่งขวาที่เรานั่งดูกันอยู่บ่อยๆ ก็เลยกำไรไป
ตัวจริงทุกคนดูดีมากๆเลย เทรุก็เอนเตอร์เทนคนดูดีมากๆ
ไม่แปลกใจเลยว่าแฟนเพลงเยอะขนาดนี้ ขนาดป้าอายุ50กว่าๆยังมายืนเย้วๆอยู่ข้างๆกุเนี่ย -.-*
ส่วนถัดจากป้าคนนั้นไป ก็เป็นเด็กอายุราวๆ10กว่าขวบ มาคนเดียวอีกตะหาก

ไลฟ์ก้อยาวนานมันมากเลย เทรุก็mc น้ำไหลไฟดับ คุ้มสำหรับแฟนๆละนะ
แต่ไอ้เจ้แอบหลับว่ะ เอิ้กกส์ ก้อคนมันเหนื่อยอ่ะนะ แต่เพลงที่ประทับใจมีเยอะนะ
เพลงแรกคงเป็นเพลง natsu oto ที่ฟังแล้วน้ำตาไหลเลยอ่ะ
คือ ขนาดเราไม่ได้เป็นแฟนเกลย์นะ แต่ทำไมฟังแล้วร้องไห้วะ มันซึ้งอ่ะ เศร้ามากๆ
แล้วก้อไม่ใช่ไอ้เจ้คนเดียวที่ร้อง พอเพลงจบ ได้ยินเสียงคนสั่งขี้มูกกันเป็นแถว
พอหันไปด้านหลัง โห่ แม่งร้องไห้กันทั้งสแตน -*-
สงสัยเสียงเทรุกับบรรยากาศแสงไฟบนเวทีทำอารมณ์พาไปอะมั้ง

อัพ Natsu Oto ให้ฟังดีก่า เผื่ออยากฟังกัน

และอีกเพลงที่ทำเอาร้องไห้ก็คือเพลง I will เพลงนี้เวทีจะปิดไฟมืดๆ แล้วฉายเป็นmv
รวมภาพถ่ายเกี่ยวกับความรักในแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแม่ลูก พี่น้อง คนรัก
แสดงอารมณ์ต่างๆออกมาผ่านทางภาพ จากนั้นพอท้ายๆเพลงก็จะเป็นรูปมือคนสองคนต่อกันเป็นรูปหัวใจ(แบบที่ชอบๆเล่นกันนั่นแหละ)
ท่ามกลางทุ่งดอกทานตะวัน แล้วก็เป็นรูปรอยยิ้มของแฟนๆเพลงที่ร่วมกันส่งรูปเข้าไป
(เป็นโครงการที่เค้าเปิดรับภาพถ่ายแฟนๆให้ส่งเข้าไปทางเวบไซต์เพื่อรวบรวมมาทำเปนpresentationฉายในไลฟ์คราวนี้)
ดูแล้วก็ซึ้งอ่ะ จากนั้นรูปต่างๆก็ปะติดปะต่อกัน(เป็นโมเสคภาพถ่าย)
รวมกันเป็นรูปโลก ก็เหมือนกับเค้าตั้งใจจะสื่อว่า
ความรักของทุกคนช่วยกันสร้างโลกใบนี้อะไรเงี้ยแหละ
ส่วนเพลง I will จะมาอัพทีหลังนะ เพลงอยู่ในอีกเครื่องนึง

ช่วงประทับใจ ก็คงเป็นเพลง World's end (ละมั้งนะ)
ก็คือช่วงที่ร้อง wo o oh .. glorious day เสียงดังลั่นทั้งฮอลเลย
แล้วจากนั้นบอลที่อยู่ด้านบนเพดานฮอลก็ระเบิดแล้วจะมีริบบิ้นสีทองโปรยลงมา
แล้วทุกคนก็จะคว้าเอาไว้ จากนั้นก็จะโบกมือตามจังหวะ มันจะเป็นสีทองระยิบๆเต็มไปหมดเลย
สวยมากๆอ่ะ อลังการโคดๆ เลย ตรงที่เจ้นั่งก็ได้ริบบิ้นเหมือนกัน แต่ก็กระโดดลงจากสแตนไปเก็บที่พื้นด้วย แล้วก็เอามาให้เอ้ สองคนโบกไปโบกมา
แถมได้ริบบิ้นกลับมาเป็นที่ระลึกกันคนละ2เส้นด้วย

และช่วงที่รู้สึกว่าสนุกสุดๆคงเป็นช่วงเพลง more than love เพลงหลังจากที่ได้ริบบิ้น
โยกแขนกันเป็นระวิง แล้วก็ช่วงอังกอร์
เพราะจะเป็นช่วงที่เทรุออกมาเล่นเวฟกับคนดู สนุกดี คนทั้งฮอลเล่นเวฟกัน
เล่นกันประมาณ4รอบมั้ง เทรุก็จะบอกว่า เออให้เล่นแบบนี้ๆนะ แล้วคนดูก็เล่นตาม
ก็ฟังไม่ออกหรอก แต่พอเหนไอ้สแตนข้างๆมันเวฟ เราก็เวฟตามมัน 555

ต่อจากไลฟ์ก็มาถึงช่วงจบไลฟ์ หลังจากที่เจอบทเรียนสุดโหดไปเมื่อวันแรก ไลฟ์วันที่2 พอจบเพลง acid head ก็เป็นอันรู้ว่าไลฟ์กำลังจะจบแล้ว เปนธรรมเนียมเลยว่าก่อนทีทุกคนจะเข้าไปหลังเวทีจะต้องจับมือกัน รวมทั้งคนดูทุกคนด้วย แล้วก็นับ 2 3 กะโดด~ พอกะโดดเสด ไอ้เจ้ก้อรีบวิ่งออกจากฮอลเลย เพราะนอกจากจะต้องรีบวิ่งไปถ่ายเซตลิสแล้ว ก็ต้องวิ่งไปเข้าแถวต่อคิวขึ้นรถ เพราะเมื่อวันก่อนยืนตากลมตากฝนกว่าจะได้ขึ้นรถเป็นชั่วโมง เพราะคนเยอะมาก วันนี้วิ่งไปร็วเลยได้ขึ้นรถคันแรก รถบัสที่มารับจะมี 2 สายคือ สายที่ไปสถานีฮาคาตะ กับสถานีเทนจิน ด้วยความอุตริอะไรไม่รุ ก็อยากจะไปเที่ยวที่เท็นจินกะเค้ามั่ง แทนที่จะขึ้นรถสายเดิม ก็เลยเปลี่ยนใจ แต่เพิ่งมานึกได้หลังจากขึ้นรถมาแล้วว่า ... กุไม่ได้เอาแผ่นที่มานิหว่า.. -.-* พอรถมาจอดที่เทนจิน ก็เดินหมุนซ้ายหมุนขวาอยู่แป้บนึง เพราะไม่รุจะไปทางไหนดี ก็อาศัยเดินตามคนอื่นเค้าไป จนไปถึงสถานทีก็เดินเล่นอยู่ในนั้นแป้บนึง ก่อนจะหาทางกลับไปฮาคาตะ จริงๆก่อนหน้านี้เคยอ่านหนังสือหรือบทความอะไรซักอย่างว่า เทนจินอยู่ห่างจากฮาคาตะไปนิดเดียว ไอ้เราก็นึกว่าจะขึ้นjr ได้ แต่ปรากฏว่าต้องขึ้น subway เสียตังอีก -.-** งานนี้เกือบโดนเอ้ฆ่าหมกส้วมในเทนจินแล้ว เหอๆๆ ก็สรุปว่าเป็นการเที่ยว(หรือหลง?)ที่ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ เพราะมันมืดแล้ว ร้านต่างๆมันก็ปิดแล้วด้วย เพราะงั้น ไอ้ความคิดที่อยากจะไปนเทนจินกับยะไต เป็นอันล้มเหลว กรูหนอกรู ไม่น่าลืมแผนที่ไว้ที่ห้องเรย...

คืนนั้นจำไม่ได้ว่ากินข้าวข้างนอกรึเปล่า แต่คิดว่าคงจะกลับไปกินมาม่ากับปลากระป๋องเหมือนเดิมละมั้งนะ ว่าแล้วก็เดินตากลมหนาวดุ่ยๆกลับห้องไปจัดของ พรุ่งนี้เตรียมตัวเดินทางเข้าโตเกียวไปดูไลฟ์ของ ptpกัน เย่~~

bkk-kansai

ปกติแล้วถ้าคิดจะเดินทางไปญี่ปุ่น ก็มักจะเป็นไฟล์ทกลางคืน ไปถึงที่โน่นแต่เช้า เพราะจะได้ไม่เสียเวลาเที่ยว กะว่านอนๆไปบนเครื่อง วันที่25 ทำงานเสร็จตอนเย็น ก็รีบไปเจอพวกที่ฝากซื้อของ ก่อนจะไปเอากระเป๋าและรีบตรงไปสนามบิน ด้วยความเหนื่อยมาทั้งวัน กะว่ากุจะนอนจนถึงโน่นละวะ ก็รอจนเครื่องออกประมาณ5ทุ่ม เครื่องออกไปได้แป้บนึง ก็สลบไปเลย
จนกระทั่งราวๆเที่ยงคืน แอร์ก็มาเสริฟเครื่องดื่ม ตื่นมากินแป้บนึงก็หลับต่อ คราวนี้เดินทางไปกะ JAL (เหมือนจะหรูเลยนะ) แต่ว่าเป็นตั๋วราคาโปรโมชั่น ขายพร้อมกับตั๋วรถไฟ(ordinary 7วัน)ในราคา2หมื่น7 ก็ถือว่าถูกที่สุดแล้ว ณ ตอนนั้น
กะว่าจะนอนยาว แต่มารู้สึกตัวอีกที ไฟก็สว่างพรึ่บ อ่อ ปลุกมากินข้าวนี่เอง ในใจก้อคิดว่า อืม เดี๋ยวคงถึงแล้วมั้ง พอดูนาฬิกา... แสร่ดดด ตี2 .... จะแด้กลงมั้ย (/me ลงว่ะ แหะๆ) เพิ่งงีบไปได้ชั่วโมงกว่ากุต้องกินข้าวแล้ว แต่อาหารบนเครื่องดูดีมีสไตล์มากๆ ก็สไตล์อาหารเช้าแบบญี่ปุ่นล่ะ มีสลัดเป็นออร์เดิร์ฟ พวกของต้ม เครื่องเคียง บ๊วยดอง แล้วก็ข้าวต้ม รีบๆกินแล้วนอนต่อ จริงๆแล้วนอนไปกินไปมากกว่า +.- เพราะมันลืมตาไม่ขึ้นง่ะ เอาวะ กินๆไปให้อิ่ม

osaka-kyoto

เครื่องมาถึงที่คันไซ6โมงเช้า ขั้นตอนการผ่าน ตม กับรอกระเป๋าไม่นานเท่าไหร่ จากนั้นก็เสียเวลาไปแลกตั๋วjr railpassที่officeนิดหน่อยก่อนจะขึ้นรถไฟเข้าโอซาก้า ตอนที่ยืนรอรถไฟอากาศหนาวมากเจคเกตที่ใส่มาไม่พอ ต้องสวมเพิ่มเข้าไปอีกชั้น(แต่มันก็ไม่พออีกนั่นแหละ -.-*) รุสึกอยากฟาดหัวตัวเอง เพราะก่อนจะมา ด้วยความขี้เกียจแบกของหนัก เลยเอาเสื้อกันหนาวออกจากกะเป๋าไป3ตัว(เพราะเช็คอากาศจากในเว็บ มันบอกว่า8-12องศา แต่พอมาถึง มันเหลือแค่4 ง่ะ) มีมาแค่เสื้อกันหนาวธรรมดาๆ2ตัว กะเสื้อไหมพรมแค่นั้นเอง อาศัยใส่มันไปหลายๆชั้น กะว่าเข้ารถไฟไปก็ไม่หนาวแล้วเพราะเค้ามีฮีตเตอร์ เพื่อไม่ให้เสียเวลาก็รีบเอาของไปเก็บโรงแรมตั้งแต่8โมง แล้วก็รีบขึ้นชินกังเซนไปที่เกียวโต แผนวันนี้ก็คือจะไปที่คินคะคุจิ(วัดทอง) เวลาค่อนข้างจะจำกัด เพราะต้องรีบกลับมาโอซาก้าตอนบ่าย4เพื่อไปดูไลฟ์ของfake?แถวๆชินไซบาชิ

จากโอซาก้าไปถึงเกียวโตก็นั่งรถไปแค่20นาทีกว่าๆ จากนั้นก็ต่อรถบัสที่สถานีเกียวโต เพื่อไปที่คินคะคุจิ ตั๋วrailpassสามารถใช้ขึ้นรถบัสได้ด้วยก็เลยสบายไป จากสถานีมาถึงที่วัดก็กินเวลาไปเยอะเหมือนกัน ประมาณครึ่งชั่วโมงได้อ่ะ ค่าเข้าก็คนละ400เยน ชอบรูปแบบของตั๋วเข้าชม เป็นตัวเขียนด้วยพู่กัน แล้วก็ประทับตรา ดูแล้วมันน่าเก็บดีอ่ะ ก็ไปเดินๆ ถ่ายรูปตามมุมต่างๆ แต่ถ้าจะถามว่าประทับใจมั้ย มันก็ประทับใจอ่ะนะ สวยดี แต่มันไม่มากเท่าที่คิดไว้ตอนแรก เพราะดูจากในเว็บ มันสวยอลังโคดๆ อีกอย่างเหมือนกับว่ามันไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวเค้าด้วยมั้ง พวกสวน หรือต้นไม้ก็ไม่ได้จัดไว้สวยงามอะไร อีกอย่าง ได้ส่วนที่เคยเปิดให้เข้า อย่างเช่นทางเดิน สะพาน แล้วก็วัดอีกวัดนึง เค้าก็ปิดอ่ะ ต้องเดินไปตามทางที่เค้าจัดไว้ให้แค่นั้นเอง มันก็เลยใช้เวลาไม่นาน เดินแป้บเดียวก็หมดแล้ว สรุปว่าขึ้นรถมาถึงนี่ใช้เวลานานกว่าเดินเที่ยวข้างในอีก -*-

น่ารักมะ (ตั๋วนะตั๋ว)


เข้าวัดมานิดนึง จะเป็นป้ายอะไรซักอย่าง (อ่านไม่ออก)


แล้วก็ทางเดิน


คนมาเที่ยวก้อไม่มากเท่าไหร่


ก่อนจะเข้าประตู มีก้อนหินรูปเรืออยู่ด้วยล่ะ


ทองงงงงง


เหลืองเว่ออออโคดด


นั่งจิบชาท่ามกลางลมหนาว ได้บรรยากาศ (แต่กุไม่เอาละคนนึง -*-)


บันไดทางลง ด้านหลังวัดคับพ้ม



ศาลเจ้าตรงทางออก




ร้านขายของที่ระลึก



พอเดินครบรอบ ตรงทางออกก็จะมีเป็นศาลเจ้าสำหรับไหว้พระ ร้านขายของที่ระลึก ซุ้มน้ำชา แล้วก็ขนม ของที่ระลึกที่ได้มา เนื่องจากว่างบคราวนี้มีจำกัด ก็เลยไปหยอดเหรียญเอาไอ้ลูกกลมๆ ที่จะเป็นเข็มรูปต่างๆ แล้วก็สายห้อยโทรศัพท์(แบบที่ได้มาเป็นถุงจากทัวร์คราวก่อน) หนนี้หยอดไป300เยน ได้มาอย่างละอัน (ประหยัดโคดๆ) แล้วก็ตัดใจซื้อแผ่นป้ายทำจากไม้ เป็นที่ระลึกในการมาเยือนเกียวโตซะหน่อย กะว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะมาเที่ยวแบบเต็มๆอีกรอบ มันได้บรรยากาศเมืองเก่าดีอ่ะ เดินเที่ยวๆไปก็เที่ยงแล้วล่ะ เริ่มหิว ก็เลยกินดังโงะร้านแถวนั้น ทั้งหมดมี4รสด้วยกัน ก็มีงาดำ ชาเขียว เกาลัด แล้วก็ชอคโกแลต ถ้าให้ฟันธงก็ยกให้ชอคโกแลต อร่อยที่สุด ^^ แต่ราคาพอๆกับกินข้าวมื้อนึงเลยทีเดียวเพราะรวม4ไม้นี่ก็หลายร้อยเยนอยู่น่ะ

ดังโงะมาแว้ววว


ขนมผสมทองคำเปลว ของดังของเกียวโต

หม่ำชาเขียวก่อนละเด้อออ


พอเที่ยวเกียวโตกันได้แป้บนึง ก็ต้องรีบนั่งรถกลับไปโอซาก้า เพราะนัดกับเพื่อนญี่ปุ่นเอาไว้ เค้าจะเอาตั๋วไลฟ์มาให้ ไปถึงที่ชินไซบาชิก็ราวๆ 3โมง มานั่งคิดราคารถไฟคร่าวๆ ถ้าหากว่าไม่ได้ใช้ตั๋วrailpass ค่ารถไฟจากโอซาก้าไปเกียวโตก็หลายพันอยู่เหมือนกัน (ถ้าไม่ใช่ชินกังเซน ค่ารถก็เที่ยวละประมาณ520เยนต่อคน) สำหรับใครที่จะเดินทาง ถ้าต้องการรู้เวลาและขบวนรถ ลองเข้าไปดูจากเว็บนี้ ดีมากๆเลยอ่ะ
http://grace.hyperdia.com/cgi-english/hyperWeb.cgi คำนวนได้ตรงแล้วก็ทำให้เราวางแผนการเดินทางล่วงหน้าไม่เสียเวลา

หลังจากที่เจอเพื่อนเรียบร้อย ก็มาถ่ายรุปกันเฮฮาๆนิดหน่อย จากนั้นก็ไปหาข้าวกิน มื้อแรกแบบจริงๆจังๆในโอซาก้า เป็นอุด้งหน้าเนื้อใส่ใข่ กินกับเทมปุระ เป็นร้านแบบself service อยากกินอะไรหยิบเอา (ยกเว้นอุด้งต้องยืนรอสั่ง) ไปจ่ายเงินแล้วก็มานั่งกินกัน

น่ากินป่าว อิอิอิ


ณ shisaibashi loft


เฮฮากะเพื่อนญี่ปุ่น friendly มากๆ


เสร็จจากไลฟ์ (ในส่วนของ live report ขอข้ามไปก่อนนะคับ -.-* จำมะค่อยได้ง่ะ) ก็กลับโรงแรม เพราะมีฝนลงเม็ดปรอยๆ ไม่อยากจะเป็นหวัดที่นี่ เดี๋ยวจะหมดสนุก เลยกลับไปพักผ่อนดีกว่า โรงแรมที่มาพักก็ถือว่าสบายดีคับ เป็นห้องtwin คืนละ4พันกว่าเยน ห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวม แต่ที่แย่อย่างเดียวก็คือ อ่างล้างมือไม่มีน้ำอุ่น มันเป็นอะไรที่ทรมานมากเลย เพราะอากาศมันหนาวมาก จะล้างหน้าแปรงฟันที มือมันชาไปหมดอ่ะ -.-* คืนนั้นก็สลบเหมือด เพราะเหนื่อยมาทั้งวัน แถมรุ่งขึ้นต้องเตรียมเดินทางออกจากโอซาก้าไปฟุคุโอกะแต่เช้า เพราะงั้นก็สมควรจะนอนเอาแรงได้แล้ว ทีแรกไอ้เราก็นึกว่า ลงใต้อากาศน่าจะอุ่นขึ้น(มั้ง)... ว่าแต่ ที่ฟุคุโอกะจะเป็นยังไง ไว้มาเล่าต่อนะ คืนนี้ได้เวลานอนละ พรุ่งนี้ทำงานแต่เช้า ปายนะ ^^/

Time has come!
I'm waiting for 6 months to see them again
Eventhrough it's very far from my home
even it spend my all money
but I ready to die for!
I'm working working and working
but I'm running to you all guys soon!

26 Jan. - FAKE? - Shinsaibashi Club Quottro
29 Jan. - P.T.P & SUPE - Shinjuku Loft
4 Feb. - FAKE? - Liquid Room Ebisu

Damn!
Can't wait for 'em all now!



P.T.P - Black Sheep



มาถึงวันที่7 ก็เดินทางมาถึงหน้าไลฟ์เฮ้าส์เกือบเที่ยง ก็มีแฟนมายืนเข้าแถวรอกันแล้ว เพราะตามกำหนดการ ไลอ้อนจะแจกลายเซนต์ตอนบ่ายโมง โดยคนที่จะเข้าไปขอลายเซนต์ได้ จะต้องซื้อซีดี และได้รับบัตรคิวเท่านั้น แฟนๆที่มาดูส่วนมากมีแต่ผู้หญิง แล้วก็แฟนที่มาจากญี่ปุ่นก็มีอยู่บ้าง 2-3 คน แล้วก็มีไอ้เจ้กับเอ้ ที่เป็นต่างชาติอีก2 นอกนั้นก็มีแต่อาตี๋อาหมวยทั้งนั้น

แต่พอเวลาผ่านไปเกือบ 4 โมง เจ้าหน้าที่ก็ออกมาติดป้าย ให้ทุกคนเรียงแถว เพื่อเข้าไปดูไลฟ์ ส่วนการแจกลายเซนต์ เลื่อนไปเป็นหลังจบไลฟ์แทน ซึ่งบัตร 1-100 จะได้อยู่แถวหน้าสุด ของไอ้เจ้กับเอ้ ได้เบอร์ 195-6 ก็เลยอยู่แถว2 ตรงกลางๆฟลอ แต่ก็ไม่ได้ถือว่าห่างไกลมากเท่าไหร่นัก ทั้งที่จริงที่ข้างหน้ายังเหลืออีกมาก แต่สตาฟของเฮ้าส์ก็ไม่ยอมให้เข้าไป



จนกระทั่งพวกไลอ้อนออกมา แฟนเพลงที่สว่นใหญ่เป็นคนจีนก็กรี้ดกร้าดเรียกแต่ชื่อซากุระๆ สมาชิกของไลออนมีการเปลี่ยนตัว รุสึกว่าจะเป็นมือกลองนะ (ถ้าผิดต้องขอโทษด้วย พอดีไม่ค่อยมีเวลาหาข้อมูลก่อนไปซักเท่าไหร่) มือกลองคนเก่ารุสึกจะชื่อคาโอริ เป็นผู้หญิง แต่คนที่มาเนี่ย ไม่รุชื่ออะไร รุแต่ว่าน่ารัก!!! ส่วนมือเบสยังคงเป็น อัสสึชิคุง ตามเดิม



เพลงที่นำมาเล่นก็มาจากอัลบั้มของพวกเค้า (ไม่งั้นจะเล่นเพลงใครละว่อย) และตรงช่วงกลางๆไลฟ์ มือคีย์บอร์ดโทโอรุคุง ออกมาโซโล่คู่กับซากุระ ที่เปลี่ยนจากเล่นกีต้าร์ไปโซโล่กลองให้แฟนๆดูกันชนิดเต็มอิ่มสะใจ ไลน์กลองมีทั้งเพลง i'm so happy และ go go soap ฟังแล้วขนลุกเลยทีเดียว เพราะเกิดมาก็ไม่ค่อยจะได้เห็นซากุโซโล่กลองเท่าไหร่นัก ไม่ว่าจะไลฟ์ครั้งไหน (ใครเคยดู kiss me heavenly จำได้บ่ ที่ซากุโซโล่กลอง กะอีป้าโซโล่เบสในเพลง taste of love)



คนดูก็กรี้ดกันไป ตอนเล่นจบซากุโยนไม้กลองให้แถวๆหน้า เป็นที่อิจฉาตาร้อนอิพวกแถวหลัง(อย่างกูนี่แหละ)เหลือเกิน

จากนั้นสมาชิกไลออนก็มาเล่นกันต่อ นักร้องนำ masaaki ยิ้มได้น่ารักประทับใจไอ้เจ้อย่างรุนแรง 555 พี่แกจะตัวดำๆ ฟันขาว แต่ลูกคอแกสุดยอดมาก ถ้าจะให้เทียบเสียง ก็คล้ายๆกับ tetsu(zigzo) ผสม kiyoharu (sads) และ tsukimori (ex. wyse) ปนๆกัน

อ่ะ มีวีดีโอเพลงช้าๆที่ซากุระร้องมาให้ดูกันด้วย
PRIVACY WATCHING Please do not post the files anywhere!!!

พอเล่นจบก็มีการอังกอร์กันทันที สมาชิกยังไม่ทันเข้าไปหลังเวทีกันเลย มันก็ตะโกน อังกอๆๆ กันซะแล้ว -.-" และพวกไลอ้อนก็ออกมาไวเหลือเกิน ชนิดที่ว่า ตูดยังไม่ได้ถึงเบาะ ซดน้ำยังไม่ทันหมดขวดก็ต้องออกมาเล่น 555 แต่ก็ดีคับ ไม่ต้องรอกันนาน ออกมาเล่นอังกอร์อีก 2 เพลง จบไปแบบมันส์ๆ



จบจากไลฟ์ประมาณเกือบ 6โมง ทุกคนก็ลงมาต่อแถวกันใหม่เพื่อขอลายเซนต์ ไอ้เจ้ก้อไปอยู่รั้งท้ายเหมือนเดิม กว่าจะถึงคิวก็เล่นเอาเมื่อยเหมือนกัน ระหว่างที่กำลังจะถึงคิวตัวเองก็ถ่ายวีดีโอแอบๆมาให้ดูกัน สังเกตว่าจะมีตูดของสตาฟบังอยู่ 555 มีเสียงพากย์อนาถๆมาให้ฟังกันด้วย ลองโหลดไปดูละกัน คนในนี้ก็กรุณาอย่านำไปโพสที่อื่น และคนที่อื่นก็กรุณาอย่าหน้าด้าน ทำเนียนลักกินขโมยกินนะคับ ขี้เกียจตามไปด่า แค่นี้คนเค้าก็หาว่ากูปากตลาดจะแย่แล้ว เอิ้กกส์

ซากุระตัวจริง ไม่อ้วนไม่แก่นะคับ กำลังพอดีๆ ตัวสูงใหญ่ใจดี ยิ้มเก่งมากๆ ไอ้เจ้ยื่นแฮนบิลให้เซ็น พี่แกก็เซนต์ ปกซีดีก็เซนต์ แผ่นซีดีก็เซนต์ เสื้อก็ยังเซนต์ให้อีก กะจะถลกกางเกงในให้เซ็นต์ด้วยแล้ว แต่กลัวจะโดนสตาฟไล่ถีบออกมาซะก่อน แหะๆ



เอ้เค้าเข้าไปขอก่อนอ่ะคับ แต่ปากดว่าปากกาหมึกมันไม่ดีรึไงไม่รุ ลอกเฉยเลย เอ้เลยขอให้เค้าเซ็นต์ให้ใหม่ ซึ่งทางสตาฟของไลฟ์เฮ้าส์ก็ใจดีมาก ให้ต่อแถวใหม่ด้วย แต่เอ้เค้าขอเป็นคนสุดท้ายเลย เพราะเหลืออีกไม่กี่คนเอง แล้วก็ได้กอดกับซากุระด้วย บ้ะ! เสียดาย ไอ้เจ้ไม่ได้กอดไม่ได้จับมือใครเลย ขอลายเซ็นต์อย่างเดียว -.-* เพราะมัวแต่ไปยืนคุยกับสตาฟของเฮ้าส์ ทางนั้นเค้าก็ถามว่าเป็นคนญี่ปุ่นเหรอ ไอ้เจ้ก็บอกว่าป่าว นี่มาจากเมืองไทยนะ ก็ฮือฮาๆกันไป จริงๆเข้าไปคุยกะเค้าเพราะจะขอถ่ายรูปน่ะคับ ลองขอดู เพราะเอ้เค้าอยากถ่ายรูปกะซากุมากๆเลย ทางสตาฟจีนน่ะเค้าให้แล้ว แต่อยู่ๆสตาฟทางวงที่เป็นคนญี่ปุ่นก็ไม่อนุญาตซะงั้น ก้อเลยเดินคอตกกลับลงมา



ก็ลงมาต่อคิวใหม่อีกรอบคับ เพื่อที่จะเข้าไปกินข้าวหรือว่า dinner party ถึงตอนนี้ก็ทุ่มกว่าแล้วล่ะ แฟนเพลงก็เหลือประมาณครึ่งนึง เพราะตั๋วไลฟ์กับตั๋วดินเนอร์เค้าขายแยกกัน และตั๋วดินเนอร์มีจำนวนจำกัดด้วย และไอ้เจ้ก็ไปต่อท้ายเค้าเหมือนเดิม กว่าจะได้เข้าไป สรุปว่าโต้ะชั้นล่างใกล้กับเวที และใกล้กับโต้ะของไลอ้อนก็เต็มหมดแล้ว เลยต้องขึ้นไปนั่งที่ชั้น2 ซึ่งไม่ถือว่าเลวร้ายนัก เพราะเห็นเวทีกับโต้ะกินข้าวชัดเจนดี



ตั๋วดินเนอร์ราคา 158 หยวน (คูณ5เข้าไปก็เป็นเงินบาท) อาหารสุดหรูมาก เป็นบุฟเฟต์อาหารทะเลนานาชาติคับ แต่ไอ้เจ้กับเอ้กินกันไม่คุ้ม เพราะไปแย่งตักกับพวกอาหมวยอาตี๋ไม่ไหว มันทั้งเบียดทั้งแซง ราวกับสุนัขรุมทึ้งกระดูกก็ไม่ปาน คาดว่าเกิดมากระเพาะมันคงไม่เคยแตะต้องของดีๆ ถึงได้กินแบบตายอดตายอยากเยี่ยงนั้น ช่างแม่ง ไม่แดกก็ได้ว่อย -*- ว่าแล้วก็ซดเบียร์ต่างข้าวซะงั้น



ระหว่างที่กินข้าวกันไปได้ซักพัก ซากุระก็ลุกจากโต้ะ แล้วเดินไปทักทายแฟนเพลงที่กำลังกินข้าวอยุ่คับ เป็นที่อึ้งกิมกี่มากๆ เพราะไม่คิดว่าพี่แกจะบริการแฟนเพลงทุกระดับประทับใจขนาดนี้ จะลดแลกแจกแถมเกินไปมั้ยไม่รู้ 555 แถมอิมเมจพี่แกหลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ซากุมาในมาดหนุ่มโฮสต์คลับเลย ผมยาวปล่อยตรง ใส่เชิ้ตดำผ่าอก วุ้ยยย เซ็กมากกกขอบอก แล้วเดินถือแก้วร่อนไปทุกโต้ะเลย ยังกะเจ้าบ่าวงานแต่ง -.-" (ส่วนเจ้าสาวมีเป็นร้อย)



ซักพักสมาชิกไลอ้อนคนอื่นๆก็ลุกตามมา เดินชนแก้วกันสนุกสนาน และที่คิดไม่ถึงก็คือ พี่แกเดินขึ้นมาที่ชั้นบนด้วย *0* ตื่นเต้นดีใจกันสุดๆ เพราะไอ้เจ้นั่งอยู่โต้ะแรกเลย กำลังซดเบียร์มึนๆ พี่แกเดินขึ้นมาเมื่อไหร่ไม่รุ สตาฟคนจีนที่คุยกันตอนแรก เค้าก็เดินมาแนะนำ (อีตานี่เค้าพูดญี่ปุ่นได้ด้วย) เค้าก็บอกซากุว่า เนี่ย 2 คนนี้มาจากเมืองไทยเลยนะ ซากุก็ โอ้ะ ~ เมืองไทยเลยเหรอ (เค้าพูดญี่ปุ่น ฟังไม่รุเรื่องหรอก แต่ใจความคงจะว่างัน้) แล้วก็ชนแก้ว คัมไป~ ก็โค้งกันไปโค้งกันมา ขอบคุณๆๆๆ ^---^ เป็นปลื้มไปงานนี้

อ่ะ ต่อกันด้วยภาพบรรยากาศตอน dinner ทีนี้ มาซากอากิก็เดินขึ้นมาบ้าง ฉีกยิ้มเห็นฟันขาวมาแต่ไกล ทางสตาฟคนเดิมก็แนะนำอีก ว่าเนี่ย แฟนจากเมืองไทยนะ มาสะคุงก็ทำหน้าแบบว่า ตกใจเซอร์ไพรส์มากมาย (ถึงจะเว่อแต่ก้อน่ารักนะ 555) จากนั้นก้อตามด้วย โทโอรุคุง อัสสึชิคุง แล้วก้อมือกลอง จำชื่อไม่ได้อ่ะ แย่จัง คัมไป~~ คัมไปซะเริ่มมึน 5555



พอชนแก้วกันทั่วถึงแล้ว ก็ถึงคิวของการสัมภาษณ์ ทางนั้นเค้าก็มีล่ามภาษาจีนมาคอยบรรยาย เพราะงั้นไอ้เจ้หมดสิทธิ์รู้เรื่อง เพราะซากุตอบเป็นญี่ปุ่น ล่ามแปลเป็นจีน กูคนไทย นั่งใบ้แดก -.-* หลังจากสัมภาษณ์กันไปพอหอมปากหอมคอ ก็ถึงคิวเล่นเกมกันบ้าง เกมคืนนั้นก็คือบิงโก ใครที่บิงโกก็จะได้รางวัลจากทางไลอ้อนไป เริ่มต้นด้วย เสื้อ T-shirt ก่อน ประมาณ 5-6 รางวัลด้วยกัน ตอนแรกที่เสื้อหมด ก็นึกว่าคงจบแล้ว แต่ปรากฏว่า มีทยอยๆแจกอีก เป็นไม้กลอง sakura signature (แบบเดียวกับที่ซื้อมาจากญี่ปุ่นคราวแรกนั่นแหละ) อีกประมาณ 10 คู่



ในมือไอ้เจ้ เหลืออีก 1 ช่องก็จะบิงโก แถมโอกาสบิงมีเยอะด้วย เพราะเตรียมบิงอีก 3 แถว ซากุระก็ตะโกนถามว่า เอ้า ใครเหลืออีก 1 ช่องจะบิงโกบ้าง คนก็ยกมือกันพรึ่บพรั่บเลยทีเดียว เค้าก็ประกาศว่า เอาล่ะ ถ้างั้น อีก 10 คนที่บิงโกต่อไปนี้ จะได้ถ่ายรูปคู่กับไลอ้อนนะ !! แค่นั้นล่ะ แม่งกรี้ดกันลั่นเฮ้าส์ เอาโว้ย งานนี้มีลุ้น

ก็จับเลขกับไป บิงกันไปอีกหลายคน จนเหลือประมาณ 3 คนสุดท้าย ช่วงเวลาที่รอคอยก็มาถึง ทันทีที่บิงโก ไอ้เจ้ก็รีบส่งให้เอ้รีบวิ่งลงไปที่เวทีด้านล่าง (เพราะถ้าบิงพร้อมๆกันหลายคน เค้าจะให้คนที่ไปถึงเวทีก่อนเป็นคนได้รางวัลไป) แล้วในที่สุดเอ้ก็ได้ถ่ายรูปหมู่กับพวกไลอ้อน ไอ้เจ้นั่งมองด้วยความปลาบปลื้ม ประหนึ่งคุณแม่กำลังมองดูลูกสาวเดินเข้าประตูวิวาห์ TvT// โชคดีนะลูก ได้ผัวตั้ง5คน 5555555


(จากซ้ายไปขวา - masaaki, sakura, aey, atsushi, tooru, drummer)

ว่าไปโน่น ... แต่รางวัลสุดท้าย เป็นรางวัลใหญ่ที่น่าอิจฉามากเลย เพราะของรางวัลคือ ไวน์ที่สมาชิกไลอ้อนทุกคนเซ็นต์ลายเซนต์ให้ แล้วก็ได้ถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึกด้วย แต่เอาน่ะ แค่นี้ก็บุญสุดๆแล้ว มีอาหมวยคนนึงที่ยืนข้างๆไอ้เจ้ตอนลุ้นบิงโก เค้าคอยแปลเลขให้ รายนั้นเค้าเดินทางมาไกลเหมือนกัน มาจากอีกฝั่งนึงของจีนเลย แต่โทษที กูมาไกลกว่าว่ะ กรั่กๆๆ

และพอแจกรางวัลเสร็จหมดแล้ว พวกไลอ้อนก็ให้ของขวัญสุดท้ายกับแฟนๆที่ไปร่วมงานทุกคน นั่นก็คือ การเล่นเพลง I'm so happy ปิดท้ายปาร์ตี้ ซึ่งเพลงนี้ซากุระเป็นคนร้องล่ะ ก่อนจะร้องก็มีพูดอะไรเกี่ยวกับไฮด์ด้วย แต่กูฟังไม่ออก ซวยไป -.-



เห้อออ อิ่มอกอิ่มใจ รู้สึกดีมากๆ คุ้มค่าสุดๆ ถ้าไม่ได้มาคงจะเสียดายโคดๆ จริงๆแล้วรู้ข่าวค่อนข้างช้าด้วย เรย์จังเป็นคนเอาข่าวมาบอก ต้องขอบคุณมากนะคับ เพราะตัวไอ้เจ้เองก็ไม่ค่อยได้ตามข่าวพวกลุงๆเหมือนแต่ก่อน (โดนพิษรักลูกครึ่งเล่นงาน) แต่พอได้ไปดูไลฟ์นี้ ความรู้สึกว่าตัวเองเคยบ้าล้าคเอามากๆก็กลับมา แล้วก็คิดว่าซักวันคงจะได้ไปดูลุงๆซะที แต่ยังไงตอนนี้ก็ขอไปดูลูกครึ่งให้สะใจก่อนละกัล เอิ้กกกส์

เป็นอีกทริปที่เหนื่อยเอาเรื่อง เพราะนอกจากจะมีเวลาเตรียมตัวน้อยแล้ว ยังไปเปื่อยเอาที่โน่นอีกด้วย เพราะโดนฝนวันที่จะเดินทางนั่นแหละ รถติดมากๆ ต้องนั่งมอไซค์ตากฝนไปขึ้นรถไฟฟ้า Y-Y โคดเซ็ง

ไปถึงสนามบินก็เกือบๆสี่ทุ่ม ดูแล้วเหมือนจะใหญ่นะ แต่พอเข้าไปแล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันใหญ่มากมายอะไร บางส่วนก็ยังไม่ค่อยเรียบร้อยเลย หลังจาก check-in แล้วก็ผ่าน ตม ไปแล้ว ก้อไปนั่งรอตรงgate มันมืดๆมัวๆยังไงไม่รุ สีก้อยังไม่ได้ทา แถมโทรศัพท์สาธารณะก็ใช้ไม่ได้อีก

เครื่องออกประมาณตี2 ก็นอนหลับไปแบบเนือยๆเหนื่อยๆ หายใจไม่ค่อยออก คงเป็นเพราะความกดอากาศมั้ง ไม่สบายด้วย ยิ่งทำให้รุสึกอึดอัด เป็นไข้อีกต่างหาก เครื่องไปถึงเซี่ยงไฮ้ประมาณ7โมงเช้าของที่โน่น ก็ลบออกชั่วโมงนึง เป็นเวลาของบ้านเรา

ไปถึงก็ต้องไปหาซื้อแผนที่ แล้วก็ยาแก้ไข้ กว่าจะพูดกะมันรู้เรื่อง เสียเวลาอยู่ในสนามบิน 2ชั่วโมง แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรมาก เพราะสนามบินกับโรงแรมห่างกันประมาณครึ่งชั่วโมงกว่า รีบไปก็ยังcheck inไม่ได้อยู่ดี พอได้แผนที่แล้วก็มานั่งอ่านว่าโรงแรมอยู่ตรงไหน แล้วก็livehouseไปยังไง จากนั้นก็โทรกลับบ้านซะหน่อย รายงานว่า กรูยังไม่ตาย~~ อิอิอิ

ถ้าให้พูดถึงเซี่ยงไฮ้ สำหรับการไปเยือนเป็นครั้งแรก มันก็ไม่เลวร้ายหรอกนะ บ้านเมืองเค้าก็ดูสะอาด สวยงามดี เป็นตึกที่ออกแนวตะวันตกๆ ก่อนจะมาก็บังเอิญได้นั่งดูสารคดีเกี่ยวกับเซี่ยงไฮ้ เรื่องของเศรษฐกิจและสังคม ว่ามันเป็นเมืองแห่งความฟุ่มเฟือย หรูหรา ในขณะที่คนธรรมดาก็ปากกัดตีนถีบ เป็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมละมั้ง

จากสนามบินก็นั่ง airport bus ค่ารถก็คนละ 16 RMB หรือ หยวน (x5 เข้าไปก็จะเป็นราคาเงินบาท) แต่คำนวนดูแล้วถ้าแลกจากเมืองไทยมาเป็น USD แล้วค่อยมาแลกที่นี่จะได้ราคาดีกว่า แต่เพราะความที่ไม่รู้ ดันไปแลกเงินในสนามบินของเซี่ยงไฮ้ ถ้าเกิดว่าแลกต่ำกว่า500USD จะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการแลก50RMB FUCK!!!!จริงๆแลกมาทั้งหมด600เหรียญ แต่เพราะไม่รู้ ดันแลกไปก่อน200เหรียญ ทำให้เสียค่าแลก50 ทำเอาเซ็ง แทนที่จะได้กำไรกลายเป็นขาดทุนซะงั้น เลยเก็บอีก400ไปแลกข้างนอกดีกว่า

รถของair port จะจอดเป็นจุดๆ จากจุดที่ลงห่างจากโรงแรมพอสมควร เพราะว่าเสียค่าโง่ที่สนามบินไปแล้ว เลยไม่อยากเปลืองค่าแทกซี่อีก ก็เลยตัดสินใจเดินย้อนกลับไปโรงแรม แต่ระยะทางจากในแผนที่ กับได้ที่เดินจริงๆน่ะ มันต่างกันลิบ สรุปว่าเสียเวลาเดินจากป้ายรถเมล์ไปโรงแรมอีกชั่วโมงกว่าทั้งที่จริงๆถ้านั่งแทกซี่มันก็เสียเงินประมาณ 11RMB เท่านั้นแหละ 555 ประหยัดไปเพื่ออะไรวะกู -.-"

ระหว่างทางก็เดินผ่านพิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ ก็ถ่ายรูปแก้เมื่อยไปเรื่อยเปื่อย (มันจะแก้ได้มั้ย -*-) มาถึงโรงแรมก็คิดว่าโล่งใจแล้ว กะว่าจะอาบน้ำแล้วก็นอนพักแป้บนึง ก่อนจะที่จะไปเอาตั๋วที่livehouse แต่ปากดว่า..... ทำกุญแจกระเป๋าเดินทางหล่นหาย.....

กระเป๋าที่เอามาคราวนี้ก็เป็นกระเป๋าลากๆแบบเดียวกับที่ไปญี่ปุ่นครั้งแรก มันค่อนข้างจะล็อคปลอดภัยหน่อย แต่ดันทำกุญแจหล่นหายทั้ง2ดอกเลย หมดแรงสิคับ เลยนอนหลับเอาแรงไปก่อนชั่วโมงนึง แล้วค่อยตื่นลงไปคุยกับfront ว่าขอยืมไขควงหน่อย จะงัดกระเป๋า แต่ทางโรงแรมเองก็ใจดี เค้าให้ช่างมาเปิดให้ แต่ก็คืองัดกะเป๋ากุซะชิบหายวายป่วงนั่นแหละ TvT ทำใจ....

หลังจากเปิดกระเป๋าได้ ก็จะให้เงินเค้า แต่เค้าไม่รับล่ะ ก็ถือว่าโชคดีที่เจอคนมีน้ำใจละนะ ก็อาบน้ำแต่งตัว แล้วก้อออกไปเอาตั๋ว

ย่านที่livehouseตั้งอยู่เค้าเรียกว่า Xintiandi ซินเทียนตี้ เรียกได้ว่าเป็นย่านนักท่องเที่ยวสุดหรูเลยล่ะ เพราะงั้นอะไรๆมันก็เลยแพงไปหมดจนซื้อไม่ลง

และเนื่องจากแลกเงินมาแค่ 2พันกว่าหยวน ทำให้ต้องไปหาธนาคารแลกเพิ่ม เพราะจ่ายค่าโรงแรมไปแล้ว เงินที่เหลือจะมาจ่ายค่าตั๋วไลฟ์เลยไม่พอ และวันนี้ธนาคารบางแห่งก็ปิด ไม่รู้ว่าเป็นวันหยุดรึเปล่า เลยต้องใช้VISAกดตังเอา Y-Y แม่งเอ้ย โดนชาร์จอีก3%

ไปถึงที่ ARK มีแฟนๆของSakura มายืนออกันอยู่หน้าประตูประมาณ5-6คน เพราะตอนที่ไปน่ะ เค้ากำลังซ้อมกันอยู่เลยล่ะ เสียงดังออกมาข้างนอกเลย ก็โชคดีไป ซักพักก็เห็นคนหิ้วข้าวกล่องขึ้นไปส่ง เอาตั๋วจ่ายเงินอะไรเบ็ดเสร็จ คนละ 358RMB แล้วก็ไปหาอะไรใส่ท้อง

มื้อแรกที่เซี่ยงไฮ้คือพิซซ่า ร้าน PaPa Johns' ก็สั่งมาเป็นเซต มีพิซซ่าถาดนึง 6 ชิ้น สลัดผัก ซุปเห็ด ปีกไก่ คล้ายๆบ้านเราอ่ะแหละ แต่ว่าอร่อยกว่า เครื่องเยอะกว่า แป้งบางกว่า ของเอ้สั่งสปาเกตตี้ซีฟู้ดเพิ่มอีกที่นึง แล้วก้อไดเอทโค้ก3กะป๋อง ทั้งหมดก็ 190กว่าๆ เกือบพันบาทนั่นแหละ ถือว่าแพงเอาเรื่อง แต่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะย่านนั้นก็มีแต่ร้านแบบนี้ ราคาก็ถือว่าปกติแล้ว

กินเสร็จก็ไปแลกเงินที่ธนาคาร จากนั้นก็นั่งแทกซี่ไปที่ Yu Yuanไนท์บาร์ซา เป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่ออีกอย่าง เพราะพวกตึกหรืออาคารจะเป็นแบบโบราณ ประดับไฟตอนกลางคืนสวยมากอ่ะ บวกกับสีสันพวกโคมกระดาษ สินค้าที่วางขาย ทำให้ดูคึกคักน่าตื่นตาตื่นใจดี แต่พวกของน่ะ อย่าได้ไปซื้อเชียว ถ้าพูดจีนไม่ได้ แม่งฟันซะตัวแทบวิ่น

ในที่สุดก็อดซื้อไม่ได้ เป็นพวกตราประทับสั่งทำ แกะสลักเป็นชื่อตัวเองน่ะ เซตนึงก็มีตราประทับ ตลับหมึกแล้วก็กล่องใส่ ราคาเกือบ150 ซึ่งคิดว่าราคาจริงมันอยู่ที่ประมาณ50 (สรุปว่ากุโดนหลอก อีกแล้ว...)

จากนั้นก็ไม่กล้าจะซื้ออะไรอีก แค่เดินเล่นแล้วก็ถ่ายรูป อากาศที่เซี่ยงไฮ้ไม่ร้อนไม่หนาว กำลังสบายๆ 20-27องศา เดินเล่นถึงประมาณ5ทุ่มก็นั่งแทกซี่กลับมานอนตาย จบวันแรกไปแบบอืดๆ เพราะพิซซ่าที่สั่งดันกินไม่หมดอีก เหลือกลับมาที่ห้องอีก2ชิ้น ไว้กินเป็นมื้อเช้าวันต่อไป แฮ่~~

Sat, 29 jul.

วันนี้ตื่นมาก็เกือบ10โมง เมื่อคืนนั่งทำบัญชีรายรับรายจ่ายกว่าจะเสร็จก็เกือบตี3
พอออกมาข้างนอกก็รู้สึกว่าวันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสขึ้นมาหน่อย ดีกว่าวันแรก
หรือจะเป็นแบบที่ลูคุงบอกน๊า~ ความเร่าร้อนของเคนคุงจะทำให้ฝนแห้งไปเลยล่ะ 555
เบื่อก็ตอนเดินทางนี่แหละ นั่งรถนานมากกก แต่ก็ไปถึงที่แคมป์โดยสวัสดิภาพ

แต่พอไปถึงก็ต้องอึ้ง ผลมาจากฝนตกเมื่อวาน ทำให้ตอนนี้แคมป์กลายเป็นทะเลโคลน
ก็ทุลักทุเลงั้นๆแหละ ลักษณะข้างในแคมป์ก็จะเป็นที่โล่งๆกว้างๆ มีเวที 3 เวที คือ main stage ,
m-net stage อันที่เฟคเล่น โชคดีที่มีเต้นท์คลุมเป็นหลังคา จะได้ไม่ต้องเปียกฝน
แต่ก็ยังเปนโคลนเหมือนเดิม แล้วก็ groovy stage ที่เล่นกันยันเช้า
ไม่ต้องห่วงว่าเสียงจะตีกัน เพราะที่มันกว้างมากกกกก เดินกันเมื่อยอ่ะ

ยิ่งย่ำโคลน แม่งยิ่งเมื่อย ไปถึงก็เดินๆสำรวจสถานที่ก่อน แล้วก็ได้เจอกับพวกอัคโกะและยูกิ
ก็เลยตามๆเค้าไป เหมือนกับนัดกันมา ทุกคนพร้อมใจใส่เสื้อทัวร์เฟคสีดำ
กลายเป็นเด่นไปเลย พวกนั้นเค้าก็นั่งกินข้าวแป้บนึง ก็พากันเดินไปที่บูธขายของทัวร์
ของที่ขายก็จะมีของทางpentaportเอง แล้วก็ของวงที่มาเล่น
ของเฟคก็จะมีพวกเสื้อทัวร์ ผ้าพันคอ ฯลฯ เหมือนกับไลฟ์ที่โน่น

สังเกตว่ามีแฟนเกาหลีมายืนต่อคิวซื้อหลายคนเหมือนกัน ก็ได้แต่ยิ้มหน้าบาน (เย้ ได้พวกเพิ่มแว้วว)
ไอ้เจ้ก็ซื้อเสื้อยืด วิสแบรนด์ แล้วก็ผ้าขนหนูของทางpentaportมา
ราคาก็ไม่แพงมากเท่าไหร่ (ถูกกว่าของทัวร์ของญี่ปุ่นประมาณ 30-40%)
แล้วก็มาถึงบูธขายซีดี album Songs from Beelzebub เป็นแบบ korea edition
เพิ่มโบนัสแทรกอีก 5 เพลง แต่ว่าไม่ได้ซื้อมา เพราะกัวตังหมดอ่ะ เสียดายชะมัดเลย
แต่ก็คิดว่า แผ่นญี่ปุ่นก็มีแล้ว เพลงแถมนั่นก็มีหมดแล้ว ก็เลยไม่ได้ซื้อ (อ๊ากกก เสียดายยย)
ราคาซีดีก็ถูกกว่าญี่ปุ่นประมาณครึ่งนึง ส่วนคุณภาพ ไม่รุว่ะ

เลือกซื้อของกันเสร็จก็เดินมาเข้าห้องน้ำ ระหว่างที่กำลังยืนรอๆอยู่ ก็มีคนวิ่งเข้ามาทักจากด้านหลัง
ปรากฏว่าเป็นผู้หญิง 3-4 คน ใส่เสื้อเฟคเหมือนกัน ไอ้เราก็ฟังไม่รุเรื่องหรอก
เลยบอกไปว่า sorry , are you japanese? คิดว่าเค้าคงทักผิด
น่าจะเป็นพวกเพื่อนของอัคโกะที่ตามมาละมั้ง แต่คุยไปคุยมา กลายเป็นว่า
เค้าเป็นคนเกาหลีจ้ะ เข้ามาทักเพราะเข้าใจผิดนั่นแหละคิดว่าเพื่อนเค้า
แล้วคุยกันไปกันมา ก็เลยกลายเป็นสาวกเฟคกลุ่มใหญ่ที่รวมกันหลายเชื้อชาติเลย
เพราะจากนั้นก็มีแฟนเกาหลีที่เป็นผู้ชายตามมาอีก2คน
ได้ความว่าพวกนี้เค้าได้จัดตั้งแฟนคลับเฟคในเกาหลีขึ้นเป็นเรื่องเป็นราว
ก็ยืนเม้ากันอยู่ตรงนั้นอยู่พักนึง ถ่ายร่งถ่ายรุปกันไป
แฟนเกาหลีกลุ่มนั้นทำธงเฟคมาด้วยนะ เป็นรูปคู่เคนกับอิโนะ (ช่วงอัลบั้ม tomorrow today)
จากนั้นเค้าก็ยื่นของให้เจ้อย่างนึง เป็นรูปคล้ายๆโปสการ์ด
เหมือนกับว่าเค้าเตรียมมาเพื่อมอบให้กับแฟนเฟคในงานนี้
เจ้ก็เลยถอดเข็มกลัดเฟคที่ติดกระเป๋าอยู่ส่งให้ ก็แลกกันอ่ะ (ไม่ชอบเอาของใครฟรีอยู่แล้ว)
เค้าก็ดีใจมาก แล้วก็เลยแลกเมล์กันไว้ จากนั้นก็ต่างคนแยกย้ายกันไป
ไว้ค่อยไปเจอกันอีกทีตอนใกล้ๆเวลาเล่น

เนื่องจากเวลาเหลือเฟือ และคิดไว้แล้วว่าจะไปดูไลฟ์ของ Dragon ash ที่ mainstageก่อน
ตอนบ่าย4 ไปถึงคนก็ทยอยๆกันเดินตามมาเรื่อยๆ แต่ก็ยืนกันแบบไม่เบียดอะไร
เพราะพื้นมันมีแต่โคลน แต่ทุกคนก็ดูสนุกสนานกันดี แฟนเพลงของdragon ash มีเยอะมากเลยล่ะ
เป็นผู้ชายซะส่วนใหญ่ ยืนรอดูกัน แต่เพราะมีปัญหาเรื่องอุปกรณ์ทำให้เวลาแสดงเลทไปเกือบครึ่งชั่วโมง
ถึงจะไม่ค่อยได้ฟังเพลงของ dragon ash เท่าไหร่ แต่ก็สนุกไปกับบรรยากาศด้วย คุยกับยูกิ
ยูกิบอกว่า วงนี้ดังมากเลยนะที่ญี่ปุ่นอ่ะ แฟนเพลงเยอะมาก ก็ถามว่า
สไตล์เพลงของเค้านี่เรียกกว่าอะไร rapcore รึเปล่า หรือว่า hip-rock ยูกิเองก็ตอบไม่ถูก
แต่เค้าบอกว่าเหมือนๆเฟคนั่นแหละ แต่ในความเห็นเจ้ว่าไม่เหมือนนะ
ถึงจะดูคล้ายๆแต่ก็ไม่เหมือนอ่ะ วงนี้มีแดนเซอร์คอยเต้นบิ้วอารมณ์คนดูด้วย
สนุกดีล่ะ เพลงเค้าจะออกแนว hip-hop ผสมร็อค
ส่วนเฟคก็จะแนวนั้นแต่ว่าดนตรีจะฟังก้าวร้าวรุนแรงกว่า

หลังจากดูได้ 3-4 เพลง ก็ต้องพากันเดินออก เพราะว่าต้องกลับไปที่ m-net stage
ที่อยู่อีกฝั่งนึง ถึงจะยังไม่ 6โมง แต่ก็ต้องรีบไปจองหน้าเวทีไว้ก่อน
พอมาถึงที่ m-net stage ลักษณะเวทีก็ใหญ่เหมือนกันนะ
ถึงจะไม่ใหญ่เท่ากับ main stage แต่ก็ใหญ่กว่าไลฟ์ที่ญี่ปุ่นล่ะ
ด้านข้างทั้งสองฝั่งก็มีจอพลัสมาด้วย สำหรับพวกที่อยู่ด้านหลัง ตรงกลางๆลาน
ก็มีจุดตั้งกล้อง เพราะทางm-net.com เค้ามีการถ่ายทอดทางอินเตอร์เนตสำหรับคนที่มีตังจ่ายด้วย
ตอนที่ไปถึงก็มีวงจากเกาหลีวงนึงกำลังจะเล่น ก็เลยถือโอกาสยืนดูไปด้วยในตัว
แต่ก่อนหน้านั้นน่ะ บังเอิญไปเห็นดีเจเบส (มือสแคชแผ่นของเฟค) ยืนอยู่ตรงข้างเวทีอ่ะ
ก็แบบว่า เฮ้ย อยู่แค่ตรงนี้เอง แบบว่าเค้าไม่มีการ์ดคอยคุมเข้มแบบในญี่ปุ่นอ่ะ
เลยรีบเอาเค้กกล้วยหอมที่ติดตัวมาด้วยถุงนึงไปคุยกับสตาฟที่คุมเวที
แต่เค้าฟังภาษาอังกฤษไม่รุเรื่อง คือเขียนโน้ตฝากไป จะให้ของกับสตาฟของเฟค
แต่มันดันไม่ฟัง วิ่งเอาไปแต่โน้ต ถุงขนมยังอยู่ที่กุนี่ กลับมาก๊อนน~~

มันก็หายไปพักนึง ก่อนจะกลับมา เลยทวงถามว่า โน้ตกูล่ะ?
มันก็ แหะๆ หัวเราะแบบว่า เอ่อ กุลืมไว้ไหนไม่รุ -*- ไอ้บ้า
เลยเข้าไปคุยกับอีกคน ที่พอจะฟังอังกฤษได้ ว่าเออจะฝากของไปให้สตาฟของเฟคนะ
เค้าก็โอเค เลยเขียนโน้ตยัดใส่ไปในถุงขนมแล้วส่งให้
ก็เห็นเค้าเดินแว่บๆเข้าไปด้านหลังเวที โอเค ตายตาหลับ
เอาเปนว่ามันได้รับแล้วก็แล้วกัน

กลับมาที่หน้าเวที วงที่กำลังจะเล่นเป็นวงที่มีแฟนเพลงพอสมควรเลยล่ะ
แต่นักร้องออกจะติดเก๊กไปนิดนึง เป็นวงที่เล่น3 คน มีเครื่องดนตรีแค่ 2 ชิ้น
คือมือกลอง กับกีต้าร์ ไม่มีเบสนะ มือกลองนอกจากตีกลองแล้วยังคุมซาวด์เองด้วย
เปนแบบเอฟเฟคๆอ่ะ เล่นดีใช้ได้เลย คนดูก็มันส์ด้วย ออกแนวอิเลคทรอนิคร็อคนะ
ส่วนตัวคิดว่าเจ๋งมากเลย ถึงจะฟังมันไม่รุเรื่องก็เหอะ

ระหว่างที่กำลังเล่นๆ วงที่รอต่อคิวจากวงนี้ ก็แอบมายืนข้างเวที ใช่แว้ววว เฟคของหนู
วันนี้พาโบะจังหัวฟูมากกก ทำทรงอโฟรเคนอ่ะ ใส่เสื้อวงตัวเอง pay-money-to-my-painด้วยนะ
ใส่กางเกงขาสี่ส่วน อารมณ์เหมือนอยู่บ้านมากๆ
แล้วอีกคนที่มายืนดูข้างๆเวทีให้ใจสั่นเล่นก็คือเอริค หรือว่าอีคุง

อีคุงใส่เสื้อกล้ามสีดำ กางเกงยีนส์ (เป็นเครื่องแบบเค้าเลย) หล่อ เท่ห์สาดดดด
ไอ้เจ้รีบคว้ากล้องขึ้นมาถ่าย แต่กล้องมือถืออะนะ ถ่ายไกลก็ไม่ค่อยชัดหรอก
แล้วด้านหลังเวทีเนี่ย เค้าทำเป็นผ้าม่านตาข่าย
แบบว่าแสงมันเข้าจากทางด้านหลังอ่ะ มันก็โปร่ง มองเห็นหมดเลยมันต้องยังงี้เซ่~~

ด้านหลังเวทีมีกลองอีกชุดนึง แล้วก็เหนคาโอรุกำลังเต้ะท่าถ่ายรูป ให้morriseyเป็นตากล้อง
เอิ๊กๆๆ รุสึกกำไรชีวิตเหลือเกินโว้ยยย (อารมณ์สโตรคสุดๆ)
ยืนมองแล้วเพลินนน (สรุปว่าไอ้วงที่เล่นอยู่ตรงหน้าเนี่ย สนใจมันมั่งป่าววะ)
วงเกาหลีเล่นจบไป คนดูก็ทยอยเดินออก เหลือแต่แฟนที่รอเฟคยืนกันอยู่จำนวนนึง
ไอ้เจ้ก็เกาะขอบอยู่ตรงนั้น วันนี้ขอยึดเวทีฝั่งกลางขวาละกัน
เพราะทุกทีจะไปกลางซ้ายเล็งอีคุงมาหลายรอบ คราวนี้จะเล็งพาโบะจังมั่งละ อิอิอิ

ยืนชมบรรยากาศแล้วก็ซาวด์เช็ค แบบว่าเคลิ้มมมม ได้ดูกันเต็มอิ่ม ทุกอริยบถ (นี่กุเป็นโรคจิตใช่มั้ยเนี่ยย)
คือไม่ต้องมีเคนก็ได้อ่ะ เข้าใจ รายนั้นน่ะเค้าไม่ออกมาให้เชยชมง่ายๆหรอก เล่นตัวจะตาย
แต่ไอ้เจ้ชอบเฟคตรงที่เป็นเฟค ชอบสมาชิกทุกคน ชอบอัธยาศัยแล้วก็ทุกๆอย่างที่ประกอบกัน
ดีเจเบสตัวจริงผิดจากที่คิดเคยเห็นในไลฟ์ที่ผ่านๆมามากเลย
เพราะเค้าจะยืนอยู่หลังแท่นเทิร์นเทเบิลตลอด แต่วันนี้ได้เห็นตัวเป็นๆเดินร่อนไปร่อนมา
ใส่หมวกแบบที่เค้าชอบใส่ประจำ ใส่กางเกงสามส่วน ขาเรียวจะตาย
หุ่นก็เพรียวโคด แก้มแดง น่ารักสุดๆ น่ารักพอๆกับอิโนะเลยนะจะบอกให้!!
แต่วันนี้เบสอ่ะทำหน้าซีเรียสๆ เพราะว่ามีปัญหาเรื่องอุปกรณ์ที่เซตเท่าไหร่ก็ไม่เข้าที่ซักที
คนมายืนรอกันเป็นชั่วโมงอ่ะ จากที่กำหนดเล่นประมาณทุ่ม50ก็เลทไปอีกอ่ะ
แต่ไม่เปนไร รอด๊ายยย

จนกระทั่งทุกอย่างดูเหมือนจะพร้อมแล้ว แฟนเกาหลีที่เจอกันเมื่อบ่ายก็มากันครบแล้ว
ต่างคนก็ต่างยืนจองมุมจองขอบของตัวเอง เบสสแคชแผ่นแบบมืดๆ คือปิดไฟเล่นอ่ะ
ประมาณเกือบ5นาที แล้วไฟก็สว่าง ตามมาด้วยสมาชิกทุกคนเข้าประจำที่
แล้วก็เห็นเงารางๆจากหลังเวที อ้ากกก เคนมาแว้ววว เสียงเฮ เสียงกี้ดดังลั่นเลย
หันไปมอง โห คนเพียบเลยนี่หว่า ผู้ชายก็เยอะ ผู้หญิงก็แยะ ดีใจจางเลยยยย TvT//
จริงๆรีพอร์ตไปแล้วในเว็บ tha faker? เปนภาษาอังกิด แต่ขอเอามารีใหม่เปนภาษาไทยละกัน

Set list
เพลงแรก 500$ เคนออกมาก็เลื้อยเลย แล้วก็ตะโกนทักทายคนดู
Pentaport Rock Festival ! ARE YOU READY!! คนก็ เฮ~~ ตามระเบียบ
ไอ้เจ้ก็คว้ากล้องมาถ่ายตุนเอาไว้ก่อน เพราะที่นี่เค้าไม่ค่อยห้ามเรื่องนี้
กุเลยถ่ายมาทั้งรูปทั้งวีดีโอ ต่อมาพอเพลง Pulseขึ้น ก็เก็บกล้องละ มัวแต่ถ่ายเด๋วอดมันส์กันพอดี
แฟนเกาหลีรู้จักเพลงนี้เยอะนะ ช่วยกันร้องเยอะมากเลย ตรงท่อนนี้เคนแหกปากสะใจสุดๆ
and color me gold, color me gold, color me goldddddddddd~~~~
แล้วก็มีช่างภาพจากทาง MNET, PRF and FAKE? มาถ่ายวีดีโอ อายอ่ะแบบว่า มายืนถ่ายตรงกุเนี้ยย
TvT สารภาพว่าวันนั้นโทรมโคด แล้วเอาผ้าขนหนูเฟคโพกหัวเป็นกรรมกรเลย
ถ้าโผล่ออกมาในดีวีดีคงจะตกกะใจตัวเอง 5555
ต่อไปก็เพลง everglow เอกลักษณ์การร้องของเคนที่ทำให้ชอบไลฟ์ของเฟคมากๆ
ก็คงเป็นการชอบเปลี่ยนคีย์เปลี่ยนเนื้อร้องตามใจตัวเองของพ่อคุณนี่แหละ
เพลงเดิมแต่การร้องเปลี่ยนไป ดนตรีที่เร่งจังหวะขึ้น ไม่ได้เล่นเหมือนในแผ่น
ไม่มีซ้ำซากจำเจ นี่แหละที่เป็นสเน่ห์ของเฟค ใครที่ได้แต่ฟังเพลงเฉยๆ
จะไม่รู้สึกคล้อยตามเท่ากับการได้ไปดูไลฟ์ บอกได้คำเดียวว่า สุดยอด!!!
แล้วก็มา mc เคนก็แนะนำว่า พวกเราเฟคนะ จากญี่ปุ่น? อังกฤษ อเมริกา สเปน???
หลายประเทศจังแฮะ (ก็วงนี้เค้าลูกครึ่งแทบทั้งนั้นนี่จ้ะ) เอาเหอะแล้วแต่จะเรียกละกัน
แล้วเคนก็ทักทายเป็นภาษาญี่ปุ่น (กุฟังออกคำเดียวว่า โยโรชิกุ??? เคนพูดเร็วมากๆๆๆ ไม่รุจะรีบไปไหน -.-")
เอาล่ะ ก่อนจะเล่นเพลงต่อไป ขอให้วันนี้ทุกคนมีช่วงเวลาที่ดีนะ ต่อไปเป็นเพลง candy

ที่น่าแปลกก็คือ เพลงนี้เป็นเพลงเดียวที่มีภาษาญี่ปุ่นอยู่ด้วยเยอะมาก (เกือบจะทั้งเพลง)
แต่คนดูมันร้องกันได้??? (ยกเว้นกู) แสดงว่าแฟนเกาหลีนี่ก็ไม่เบาเหมือนกันแฮะ
เสียงร้องคลอๆกันไปกับคนดู รู้สึกดีนะ ประทับใจ TvT//

ต่อไปเป็นเพลง The end เคนคุงทำท่าชายน้อยอีกแล้ว
ท่าทุเรศแค่ไหนพ่อคุณก็ทำให้ออกมาน่ารักได้
นับว่าเป็นพรสวรรค์อย่างยิ่ง!

จบเพลงนี้ก็มาถึงเพลงสำคัญ DISCO!! สุดๆคับเพลงนี้ ไม่รู้ว่าใครตายเพราะไอ้เจ้มั่งรึป่าว 5555
โดดกะจาย เพลงนี้พาโบะจังมันส์มาก ออกมาเย้วๆบิ้วอารมณ์เข้าไปอีก
แล้วเคนก็เล่นกับคนดู ตะโกนว่า

Ok everybody singing with me and screaming with me oh DISCO~

Audiences : Disco!! Disco!!
Ken : Disco!!
Audiences : Disco!! Disco!!
Ken : Disco!! Na na na na na uhhhh
Audiences : Disco!! Disco!!
Ken : Disco!!
Audiences : Disco!! Disco!!
Ken : Disco!! Na na na na na uhhhh
DISCOOOOOOOOOOO.

โอ้ยยย ไม่ไหวแล้วโว้ยย อารมณ์พีคสุดๆแล้วอ่ะ คลั่งเพลงนี้ไปเลย
รู้สึกได้ยินเสียงกระดูกตัวเองดังลั่นกร้อบไปหมดทั้งตัวเลย จบเพลงนี้แทบตายอ่ะ
คือแบบโยกซะลืมสติ แล้วต่อด้วยเพลง hedfuc โว้ยยย มันส์ชิบหาย
เล่นแต่เพลงโปรดกูทั้งนั้น เสียดายมาก ถ้าเล่นที่ญี่ปุ่นนี่สงสัยจะได้diveไปแล้ว
แต่ที่นี่มันมีแต่โคลน -.-" ซวยไป

เพลงนี้กวนสุดๆ เคนกระโดดออกมายืนที่สปีกเกอร์หน้าเวที คือห่างกัน 1 ช่วงแขนเท่านั้นเองอ่ะ
แล้วทำไงรุป่ะ พ่อคุณนั่งยองๆแล้วแกล้งหลับอ่ะ ร้องๆเพลงอยู่แล้วหลับได้ไงห้ะ!!
แล้วมีการสะดุ้งตื่นแล้วตบแก้มตัวเองด้วยนะ อย่างฮา ไอ้เจ้ไม่รู้จะกรี้ดหรือจะขำดี
โอย กูไม่รักมันกูก็บ้าเท่านั้นเอง

ต่อไปก็ mc ~ are you OK?! เคนเคยมาเกาหลีกับวงเก่า oblivion dust เมื่อ 7 ปีก่อน (ประมาณปี 99)
แต่ว่าไม่ได้แสดงเพราะเกิดพายุ เพราะงั้นเค้าก็เลยอยากจะเล่นเพลงนี้ให้กับแฟนๆที่พลาดโอกาสช่วงนั้นไป

I been here to play in your country for 7 years Last summer I came with my old band
.. ahh but we cancelled so, we need to play what the song in particular 7 years for you now
(เคนมันพูดเร็วโคด จับได้แค่นี้แหละ) เพลงที่เล่นก็คือ YOU! (oblivion dust)

แฟนเกาหลีตะโกนยังกะคนบ้า (โดยเฉพาะไอ้ผุชายที่ยืนข้างกุเนี่ย)
เพลงนี้แฟนเกาหลีแฟนญี่ปุ่นแฟนคนไทย(กูนี่แหละ)ก็ตะโกน FUCK YOU ลั่น ได้กันทุกคน~
มีชอตน่ารักระหว่างพาโบะจังแล้วก็โมรี่จังด้วย ยืนพิงหลังกันนุ้งนิ้งๆ

แล้วก็มาถึงเพลง Taste Maximum เคนก็ตะโกนะว่า Here we go all !!!
ทุกคนก็ช่วยกันร้องท่อน shut up - shut up ปกติเพลงนี้จะเล่นเป็นเพลงปิดนะ
แต่คราวนี้เพลงปิดคือ Automatic ล่ะ แล้วเคนก็บอกว่า see you next time
เป็นสัญญานว่าไลฟ์จบแล้ว

Encore
????

แฟนเพลงยังคงปักหลักกันตรงนั้นแล้วก็ตะโกนร้อง (กูนี่แหละตัวตั้งตัวตี)

come onnnnn FAKE? come onnnnnnnnnnnn'

แต่ก้นั่นแหละ ตะโกนคอแทบแตกก็ไม่ออกมาหรอก เพราะมันเป็นอิมเมจของเค้าว่าไม่มีอังกอร์ก็คือไม่มี
ซักพักสตาฟก็ออกมาบอกว่า เลิกแล้วนะ แต่ก็ยังไม่ไปไหนยืนอยู่งั้นแหละ
แล้วก็จริงๆอ่ะ เบส พาโบะจัง อีคุง โมรี่ ออกมาเก็บของ!!!
555 ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่นเค้ามีสตาฟคอยเก็บเครือ่งดนตรีให้ แต่ที่นี่ไม่มีคับ ต้องเก็บกันเอง
โว้วววว สะใจคนดู (เอ้ะ ยังไง) แหม่ ก็ได้ดูแบบคุ้มสุดๆไง
ทั้งก่อนหน้าและหลังไลฟ์ ส่วนเคนเปิดแน่บไปไหนแล้วไม่รุ

ตอนนั้นไอ้เจ้ก็ตะโกนเรียกพาโบะจัง

Pablo channnn see you next time

แล้วพาโบะจังพยักหน้าให้ด้วยอ่ะ แล้วก็ยิ้มโหดเหี้ยมๆ (น่าร้ากกก)
แล้วตรงมุมของอีคุงแฟนเกาหลีก็ยืนกี้ดๆอยู่ อีกแล้วคับทั่น รอยยิ้มมัจจุราช เหอะๆๆ ขโมยซีนจิงๆ
แล้วก็แจกปิ้กให้แฟนเพลงเช่นเคย ไอ้เจ้รีบวิ่งไปอีกฝั่ง ปากดว่าปิ้กตกอยู่ตรงหน้า แต่ติดรั้วกั้น
สตาฟเกาหลีก็เก็บขึ้นมา ไอ้เจ้ก็แบมือ ขอออออ กุขออออ
แต่มันส่งให้สาวเกาหลีอีกคน แสรดดดดดดเอ้ยยย อดไป

แตร่.... พออีคุงเก็บของเสร็จก็เดินไปหลังเวที แล้ว... แล้วพี่แกก็ถอดเสื้อ
แว๊กกกกกก ม่านมันบางนะว๊อยยย จะถอดจะอะไรเกรงใจคนหื่นๆมั่งเด้
(สำนึกคุง/ ไม่ต้องเกรงใจจ้ะ ไม่ต้องเกรงใจ ถอดเลยยยย)
แหะๆ หื่นจังกู อั้งงง แต่ว่าเซกกะซี่ม๊ากมากเลยนะนั่น
ส่วนคนสุดท้ายที่อยู่บนเวทีคือคาโอรุคุง ไอ้เจ้ก็ตะโกนเรียกอีก

'Kaoru sann ... bye bye'

แล้วคาโอรุคุงก้อโบกมือให้อ่ะ แล้วก้อโค้งให้ด้วย บอกว่าขอบคุณนะ
ดีใจจังเลยอ่ะ เปนคนดีมากๆเลย TvT
จนไม่มีใครอยู่แล้วก็เลยถ่ายรูปกันกับกลุ่มเพื่อนญี่ปุ่น

จากนั้นก็พากันเดินออกมาตรงที่บูธขายเครื่องดื่ม พวกพนักงานก็พากันบอกว่า
FAKE? COOL! แล้วเค้าก็ขอถ่ายรูปหมู่ด้วย
แต่ไอ้เจ้ไม่ได้เข้าไปถ่ายด้วยหรอก ยืนมองแบบปลื้มๆไป

จบไลฟ์ก็ปากเข้าไปสี่ทุ่ม รถบัสที่จะไปสถานีรถไฟก็หมดแล้ว เลยนั่งคุยกับพวกอัคโกะแป้บนึง
พอเกือบๆสี่ทุ่มครึ่งก้อเลยขอตัวกลับ พวกนั้นเค้ามีรถจากโรงแรมมารับ
แต่ไอ้เรานี่จะกลับยังไงยังคิดไม่ตก เพราะระยะทางจากไลฟ์ที่อินชอนกลับโรงแรมที่โซลเนี่ย
ใช้เวลาประมาณ 2ชม ครึ่ง ถ้านั่งแทกซี่ คาดว่าโดนหลายหมื่น

มองนาฬิกาคิดว่ายังคงจะกลับsubwayทัน เลยรีบเรียกแทกซี่ไปส่งสถานี
พอไปถึงก็เป็นเที่ยวสุดท้ายพอดี วิ่งแบบโกยเลยกู เข้าประตูเป็นคนสุดท้าย
รากเลือด แล้วต้องต่อsubwayอีกเที่ยว ก็ต้องวิ่งอีก โชคดีอีกแล้ว
เป็นคันสุดท้ายพอดี ไปถึงโซลก็เที่ยงคืนครึ่ง แล้วก็ต้องโกยเถอะโยมอีกรอบ
เพราะฟรอนต์โรงแรมปิดตี1 แล้วดันฝากกุญแจห้องไว้ที่ฟรอนต์อีก
เลยต้องวิ่งจากสถานีกลับโรงแรม ไปถึงก็เฉียดฉิว อีก5นาทีตี 1

ตอนแรกก็ว่าจะแวะหาไรกิน แต่กลัวเข้าห้องไม่ได้ เลยตัดใจ เอาวะ
วิ่งกลับมาก่อนแล้วค่อยออกไปใหม่ แต่ปรากฏว่าพอมาถึงที่ห้องก็นอนแผ่
ไม่ไหวแล้ว กว่าจะอาบน้ำคิดบัญชีเสร็จก็เกือบตี3 ไม่ต้องกินไรกัน วันนี้ทั้งวัน
กินข้าวปั้นที่ซื้อมาจากคอนวีเนียนไปอันเดียว แล้วก็เบียร์ 1แก้ว หิวก็หิวนะ
แต่พอนึกถึงไลฟ์ที่ผ่านไปวันนี้ สรุปว่าได้รับประทานอาหารตาแทน
อิ่มมมมมมมยันเช้า

เฮ้ออ เตรียมเก็บข้าวของใส่กระเป๋า พรุ่งนี้จะกลับบ้านแล้ว เย่~~

เอาล่ะ มาถึงวันที่รอคอยกันซักที ทั้งที่มาเที่ยว
ควรจะรู้สึกตื่นเต้น หรือว่ากระตือรือร้นมากกว่านี้
แต่สำหรับตัวเอง รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างบอกไม่ถูก
มาถึงวันนี้ เป็นไลฟ์วันสุดท้าย เรี่ยวแรงที่มีเหลือ
คงจะได้ใช้ให้หมดในวันนี้แหละ

ช่วงครึ่งวันแรกยังพอมีเวลาเหลือ ก็เลยชวนเอ้ไปเดินหา
book off แถวๆอุเอโนะ จากที่เพิ่งถามทางจากสาขาฮาราจุกุมาเมื่อวาน
ก็ไปไม่ยากเท่าไหร่ ได้dvd Ellegarden มาด้วยแผ่นนึง



แอบงอแงเล็กน้อย เพราะได้รับใบปลิวจากแถวๆนั้นมา
อีกแค่ 3 วันก็จะถึงงานเทศกาลทานาบาตะแล้วอ่า อยากอยู่เที่ยวจังเลย
ถนนและร้านค้าแถวนั้น ตกแต่งด้วยโคมไฟกระดาษสีเต็มถนนเลย
สวยมากกกก อยากอยู่เที่ยวงานวัดจัง มีจุดดอกไม้ไฟด้วยนะ T-T



สังเกตว่าไปแถวนั้น ทำไมเจอกัปปะคุงเยอะจัง
อดใจไม่ไหว ถ่ายรูปมาด้วยอีกตะหาก 555 ตลกดี



ย่านนั้นเค้าจะขายเครื่องมือ และอุปกรณ์สำหรับการเปิดร้านอาหาร
ทั้งถนนเลยล่ะ ก็อยู่แถวๆอุเอโนะ ถัดมาประมาณ 1-2 สถานี
จากนั้นก็เดินวนไปวนมา จนมาถึงสถานีรถไฟ แล้วก็ไปที่ฮาราจุกุอีกครั้ง
ก็แวะไปซื้อพวงกุญแจ ตุ้มหู แล้วก็เสื้อ พวกของฝากทั้งหลาย
พอใกล้เวลาก็กลับมาที่สถานีรถไฟ ปรากฏว่าระบบขายตั๋วมีปัญหา
ทำให้ต้องรีบเปลี่ยนเส้นทาง จากlocal เป็นsubway

จะตื่นเต้นก็ตรงนี้แหละ เพราะใกล้จะได้เวลาแล้ว
บนรถไฟก็เจอกับแฟนเฟคที่จะไปดูไลฟ์ เลยถือโอกาสเดินตามๆเค้าไป
คาดว่าเค้าคงจะรู้ตัวแหละ ว่าโดนตาม 555 เล่นเดินซะตามติดขนาดนั้น
เพราะว่ากลัวหลงอ่ะ ไม่เคยไป liquid room มาก่อนเลยด้วย
จนกระทั่งสำนึกคุงสะกิดไหล่ -.-* เอ..เดินตามเค้าเหมือนพวกสตลอคเกอร์เลยนะ
ก็เข้าไปทักเค้าแหละ ว่า จะไปดูไลฟ์ใช่มั้ย เค้าก้อพูดอังกฤษไม่ได้หรอก ก็พยักหน้า
เลยบอกว่า งั้นขอไปด้วยคนนะ กลุ่มนั้นก็ยิ้มม แล้วก็บอกว่าได้ๆ
แหงดิ เล่นเดินตามจนจะถึงที่อยู่แล้ว เพิ่งมาบอกว่าขอไปด้วย -.-* น่าอายจิง



พอมาถึง คนก็เริ่มทยอยมากันบ้างแล้ว แต่ก็ยังถือว่าน้อยอยู่ ก็นั่งงีบรอกันไป
ก็ราวๆเกือบชั่วโมงได้มั้ง เค้าก็เริ่มตั้งแถวกัน ระหว่างรอก็ซื้อเสื้อทัวร์ให้เอ้ตัวนึง
อยากให้เค้าใส่ แต่ก็ไม่ยอมใส่ล่ะ แต่กลับมาที่ห้องแล้วยอมใส่ให้ถ่ายรูปนะ


ไลฟ์วันนี้คนเยอะมากกก แล้วก็เป็นชาวต่างชาติเยอะด้วย ได้เจอกับ cender26 ด้วย



วันนี้ตั้งใจแล้วว่ายังไงก็ต้องเอาตัวเองไปโผล่ใน dvd ให้ได้ เลยเตรียมผ้าแดงผืนเดิม
เป็นผ้าเช็ดหน้าสีแดงของ fake? ทีรักมากผูกข้อมือไปด้วย
ได้เจอกับ yuuki อีกแล้วล่ะ ก็ขอถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วย



พอต่อคิวเข้าไปข้างในแล้วเรียบร้อย ก็ยืนรออยู่ที่ฟลอ
อาจจะผิดมารยาทไปนิด แต่เพราะคนเยอะ เข้าไปก็อยู่กลางๆแล้วอ่ะ
เลยยอมหน้าด้าน แทรกๆผ่านคนที่ยืนห่างๆแล้วมีที่ว่างเข้าไป
แต่ก็อยู่กลางๆ ประมาณแถวที่ 7-8
เห็นยูกิหลังไวๆ ยืนอยู่แถวหน้าสุดคู่กับอัคโกะ >.< อิจฉาว่อยย

เข้าset list เลยละกัน
เพลงแรก 500$ เคนก้อเลื้อยๆออกมาอย่างเคน แล้วต่อด้วย EVERGLOW และ NO EXIT
ตอนนี้ก็โดนเบียดจนหน้ามืดเลย แต่สนุกมากกกกกกกกกกก

KEN: ทัวนี้เป็นทัวร์สั้น ๆ นะ อื้อ แต่เราก็เพิ่มรอบขึ้นมา มันก็ออกจะแปลกๆ นะที่รอบที่เพิ่มขึ้นมาดันเล่นก่อนทัวร์รอบจริง

MONEY MONEY
EJECT
BOOM BOOM EVERYONE

KEN: ฟังอัลบั้มสีดำกันหรือยางงง~~~?
Audience: Ye~~s
KEN: ตอนนี้พวกเรากำลังทำอัลบั้มสีขาวกันอยู่นะ และก็กำลังอัดเสียงด้วย 3 วันหลังจากกลับจากนาโงย่า เราก็เริ่มอัดเสียงกีตาร์ของ PABLO ตารางมันคงไม่แน่นกันใช่ไหมเนี้ย ผมละเป็นห่วงสมาชิกทุกคนเลยนะเนี้ย อื้อ เป็นคนดีเลยใช่ไหมล่า~~ (ครับ เคนเป็นคนดีครับ เป็นคนดีที่หนึ่งเลย -- --) วันนี้ระหว่างที่เดินจากฮอลล์ของ ebisu มาที่หลังเวที ผมก็คิดว่า PABLO คงเหนื่อยมากแน่เลย [ช่วงที่โอซาก้า pablo ที่ support ให้วงอื่นวันที่ 28 แล้ว 29 ก็ไปให้ Fake? ที่นาโงย่า กลับจากนาโงย่าก็อัดเสียงแล้วก็มาเล่นไลฟ์ (ใช้งานหนักมากเลยนะเนี้ย อื้ออออ น่าฉงฉาน)] พอเดินมาถึงห้องพักด้านหลังเวที ผมก็ได้ยินเสียงแปลก ๆ ป๊อก ป๊อก ผมก็คิดว่ามันเสียงอะไรว่ะ พอเปิดประตูเข้าไป..พวกเขากำลังแข่งปิงปองกันอยู่ (Ping-pong tournament)
Audience: (หัวเราะ)
KEN: ผมก็เลยตะโกน เฮ้ย! พลังงานเหลือเฟือกันเหลือเกินนะพวก แน่นอนผมก้ไปเล่นด้วยละ
an audience: แล้วใครชนะ
KEN: คาโอรุคุงเล่นเก่งมากเลยนะเนี้ย แต่ว่าเขาเล่นแผนชั่วร้ายมากเลย เวลาเขาเล่นนะ เขาชอบตัดลูก (ใส่สปินนะแล~~ เล่นเก่งจริง ๆ นะเนี้ย) ส่วนอีกคน PABLO ก็ไม่ได้เล่นนานเท่าไรหรอกนะ เพราะเขาเหนื่อยน่ะ ส่วน BASS อื้อ ก็โอเค ใช้ได้ แต่ขี้บ่นมากเลยนะเนี้ย
Audience: (หัวเราะ)
KEN: และ MORRISSEY.น่าสงสารที่สุดเลยนะ เขาเล่นได้แย่มาก ๆ ผมละสงสารเวลาเห็นเขาเล่นปิงปอง ผมรู้สึกแย่ไป 5 นาทีเชียวนะเนี้ย ก่อนจะต้องเล่นไลฟ์วันนี้ (โห 5 นาทีเชียวนะพ่อคุณ q(-- --)p~ ) Eric ไม่ได้มาเล่นด้วยหรอกแต่ว่าเขาก็นั่งหัวเราะอยู่กับพวกเรานะ
An audience: แล้วคุณละ? เคน>.< น่ารักโค้ดดดด แล้วคนดูก็ตะโกนถามอีกว่า แล้วKenล่ะ
แต่พ่อคุณตอบเลี่ยงๆ เห? ผมเหรอ อืมม คิดว่าไงล่ะ แถมทำเสียงอ้อมแอ้มๆ
กลอกตาไปมา สงสัยจะเล่นไม่ดีละสิ อิอิอิ แล้วก็เข้าเรื่องของอัลบั้มกันต่อ
โอเค ตอนนี้black albumก็เสร็จเรียบร้อย คนดูบอกว่า ช่ายย มันเจ๋งมาก
อ่า..มันก็วางขายไปแล้วด้วย ตอนนี้พวกเราก็กำลังทำอีกอัลบั้ม แล้วก็จะโปรโมทมากกว่าเดิมนะ
งั้นมาลองฟังเพลงจาก white album ละกัน เพลงเดียวกับที่เราเล่นไปเมื่อเดือน กพ นั่นแหละ

Newsong from Marilyn เป็นเพลงที่ฟังแล้วดูสดใสจริงๆน๊า~
เฟคเล่นเพลงนี้ในทุกไลฟ์เลยล่ะ และรู้สึกว่าครั้งนี้เล่นได้สมบูรณ์กว่าครั้งที่ได้ฟังในไลฟ์จากโอซาก้านะ
จากนั้นก็ต่อด้วย Endless เพลงช้าที่ทำเอาทุกคนเคลิ้มไปกับเสียงอ้อนๆ
และเสียงกีต้าร์หวานเยิ้มจาก Eric แล้วก็ต่อด้วย The end เพลงโปรดอีกเพลงนึง
ตรงท่อน Therapy Therapy Ken ก็ทำท่าเป็นคุณชายน้อยที่แสนน่ารักเหมือนเคย
ช่วงนี้ก็เหมือนกับเป็นช่วงพักเหนื่อยละนะ เพราะโดดมาติดๆกันหลายเพลง

ต่อด้วย MC 3 Ken ก็ออกมาบ่นเกี่ยวกับเรื่องข่าว live DVD รั่วออกมา
ในเว็บของ HMV ดูจะเสียอารมณ์นะ คงอยากจะเก็บไว้เป็นความลับน่ะ
แล้วก็พูดถึงไลฟ์สิ้นปี คนดูก็เฮ~~~ T-T เอาที่ไหนแดกละทีนี้ ไลฟ์สิ้นปี

แระแร้วววว เพลงโปร้ดดดดก็มาถึง Disco! Oh my god!!!
จะมีเพลงไหนมันส์เท่าเพลงนี้มั้ย พออินโทรขึ้น ไอ้เจ้ก็เตรียมพร้อมเลย
ทั้งผ้าพันคอผ้าเช็ดหน้า ไอ้คนข้างๆนี่คงจะรำคาญน่าดู 555
ท่อนฮุคที่ร้อง Disco! Disco! Disco! Disco! คนดูตะโกนกันดังมากเลย
(โดยเฉพาะไอ้คนที่ยืนหลังกุเนี่ย) แล้วก็สังเกตว่า ตัวเองเริ่มโดนเบียด
ไปอยู่ในโซนอันตรายมากขึ้นทุกที มันเป็นช่วงตรงกลางประมาณแถวที่ 9-10 นั่นแหละ
เป็นโซนที่พวก diver ปักหลักเล่นกันตรงนั้น จากตอนแรกที่คอยหลบตีนเป็นระยะๆไป
ตอนนี้ไม่ต้องหลบแล้ว เพราะกลายเป็นต้องคอยช่วยจับมันโยนขึ้นไปแทน -.-" กำเวรแท้ๆ
แล้วก็ต่อด้วยเพลง Pulse ไม่ต้องพูดถึง พวก diver วันนี้เล่นกันถี่มาก
จากที่คอยระวังอยู่แล้ว แต่ก็ยังพลาดโดนตีนฟาดหน้าซีกซ้ายไปเต็มๆ
เจ็บตัวนะ แต่ก็ยังสนุกอ่ะ เพราะทุกคนก็สนุก เพราะงั้นโดนแค่นี้มันจิ้บๆ ^^"
จากนั้นก็เป็นเพลง Nervous to Sleep Kenลงไปนอนดิ้นๆกลิ้งๆบนเวทีอีกแล้วล่ะ
เพราะงั้นไม่ได้อยู่ข้างหน้าสุด หมดสิทธิ์เห็น

MC 4 ไม่รู้ว่าพ่อคุณตายอดตายอยากมาจากไหน พูดไม่หยุดเลย
หรือเพราะว่าไลฟ์นี้เค้าตัดไปทำ DVD live from Beelzebub ก็ไม่รู้นะ (ไว้เด๋วมา edit MC ละกัน)

แล้วพอเสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ดังขึ้น คนดูก็เฮ!!
ถึงตัวเองจะไม่ค่อยชอบ Automatic เท่าไหร่ แต่สถานการณ์พาไป โดดกันไส้ไหลเลย
แล้วยิ่งต่อด้วย Someday ทีนี้พายุ diver เริ่มกระหน่ำเป็นละรอกๆ
ใจก็คิดว่า ไลฟ์คงใกล้จบแล้ว เหลืออีกแค่เพลงเดียวละมั้ง
คิดเอาไว้ว่าอยากจะdiveซักครั้งที่นี่ จากที่เคยdiveแต่ที่บ้านเรา 555
เหนแก่ๆงี้ สมัยสาวๆไอ้เจ้ชอบไปdiveตาม hardcore liveเหมือนกันนะขอรับ อิอิอิ


พอใกล้จบเพลง Someday ตัวเองก็กลายเป็น1ในกลุ่มสมาชิกdiverไปเรียบร้อย
คอยหนุนคอยส่งให้คนอื่นเค้ากลิ้งขึ้นไป
จนมีผู้หญิงญี่ปุ่นคนนึงมาพูดไรด้วยไม่รู้ ก็ตอบเค้าไปว่า โทษที เราไม่ใช่คนญี่ปุ่นนะ
แล้วก็บอกว่า I want to dive... (แบบเหนียมๆ)
คนนั้นเค้าก็ ห้ะ you want to dive? เค้ายิ้มให้ แล้วก็บอกว่า Ok! ...
หือ OKงั้นเหรอ??? แล้วเพลงสุดท้ายก็ขึ้นพอดี taste maximum ...
นี่เลยคับ พวกdiverมันจับหิ้วปีกกัน4คน แล้วจากนั้นไอ้เจ้ก็กลิ้งขึ้นไป
OH MY GODDDD สงสารคนที่อยู่ข้างล่างชะมัด

แล้วจังหวะที่กำลังพลิกตัวเพราะจะกลิ้งไปลงหน้าเวที
เกิดหมุนผิดทำให้เส้นที่ขาเกิดพลิกขึ้นมา ตอนนั้นจำอะไรไม่ได้แล้ว
รู้แต่ว่าเจ็บมากๆ จนกระทั่งstaffตรงหน้าเวทีมารับตัวไป ก็คือล้มลงไปกองตรงหน้าเวทีด้วยกัน
คนนั้นเค้าก็อุตส่าห์ช่วยรับนะ ไอ้เจ้ตัวเป็นควายแท้ๆ -.-"
แต่พอจะดันตัวให้ลุกขึ้น เพราะdiverคนอื่นกำลังตามหลังมา
ขามันเจ็บมากจนเดินไม่ไหว ได้แต่เบี่ยงตัวหลบๆให้ข้างหลังเค้าไปก่อน
ในที่สุดก็กะแผลกๆไปยืนหลบอยู่ข้างเวที เพราะไปไหนไม่เป็นแล้ว
ขาเดี้ยง T-T แต่ถึงอย่างงั้นก็ยังยืนเย้วๆกะเค้าไป
จนกระทั่งจบเพลง แล้วKenก็พูดว่า Thank you everybody see you next time!
เป็นอันจบไลฟ์พะยะค่ะ!

กลับออกมาก็มีอันหมดสภาพ...