Advanture

วันนี้เดินทางไกลกันซักหน่อย เพราะต้องใช้ตั๋วjr railpass ที่ซื้อมาให้คุ้ม
เป็นตั๋ว7วันน่ะ เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่26 หมดอายุวันที่1 เพราะงั้นก็เลยต้องลากสังขาร
แล้วไปที่ๆนึง ที่เคยให้คำสัญญากับคนๆหนึ่งไว้ ว่าถ้าคราวหน้าไอ้มีโอกาสมาญี่ปุ่น
ก็จะไปเยี่ยมอีกนะ..

เริ่มจากขึ้นชินกังเซนไปที่โยโกฮาม่า แล้วต่อรถไฟเอกชนอีกคนละพันกว่าเยนไปที่
สถานี Miura Kaikan จากนั้นก็ต่อรถบัสสาย 32 หรือ 35 ไปอีกประมาณ 15 นาที
และพอลงจากรถบัส ก็เดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 20 นาที

ใครที่เคยอ่านบันทึกของทริปที่แล้วคงจะรู้กันแล้วล่ะว่าวันนี้ไอ้เจ้กับเอ้จะไปไหนกัน
ไม่รู้ก็บอกให้อีกทีละกัน วันนี้เราสองคนมาเยี่ยมหลุมศพของฮิเดะซังกันคับ

แฮ่~ มาถึงแล้วนะคร้าบบ

ครั้งแรกที่มา ให้ความรู้สึกว่ามันไกลจังนะ ไหนจะต้องนั่งรถไฟเป็นชั่วโมงจากโตเกียว
ต้องมาต่อรถบัส แล้วยังต้องเดินเท้าต่ออีกตั้งนาน
แต่พอกลับมาอีกครั้ง มันก็รู้สึกว่าไกลอยู่ดี (-.-** แล้วมันจะพูดทำไมวะเนี่ย)
ก็จะบอกว่า ถึงจะไกลแต่พอได้มาแล้วมันก็รู้สึกดีไง เพราะวิวมันสวยน่ะ แหะๆ..

ข้างทางของปีที่แล้ว จำได้ว่าปลูกแตงโมนะ แต่สำหรับปีนี้ ปลูกหัวไชเท้าล่ะ
หัวใหญ่มากกกกก จนอยากจะขโมยกลับไปต้มกินที่โรงแรม TvT

อันนี้ป้ายหินตรงหน้าประตูทางเข้า

อากาศในปาร์ควันนี้ดีมากๆเลย ท้องฟ้าสดใส ทะเลก็สีสวย แดดอุ่นๆ
ที่สำคัญ ดอกบ๊วย(ume)กำลังบานสะพรั่งเลยทีเดียว
ยื่นจมูกเข้าไปใกล้ๆก็จะได้กลิ่นหอมอ่อนๆ

อยากจะบอกว่าตอนแรกเข้าใจผิดว่าดอกบ๊วยคือซากุระ เอาไปป่าวประกาศกะเพื่อนว่า
เฮ้ยย ซากุระบานแว้ววว (เกิดมาไม่เคยเห็น) แต่มารุที่หลังว่ามันไม่ใช่นี่หว่า -.-"
(หน้าแตกไปไม่รุเท่าไหร่แล้ว)

หลุมศพวันนี้ก็ยังสวยงามเหมือนคราวที่แล้วที่มา ดอกไม้เต็มไปหมดเลย
ก่อนหน้านั้นมีคนมาไหว้ด้วย เพราะมีธูปจุดเอาไว้
เดินเล่นในปาร์คกันซักพัก ถ่ายรูปสวยๆมาเยอะเลย

คิดว่าปีหน้าคงจะไม่มีโอกาสไปแล้วล่ะ เพราะเงิน+วันหยุด ใช้ไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว
(แถมติดลบอีกตะหาก)

อันนี้เป็นรูปทางเดินขึ้นเนินจะไปหลุมศพ

จากด้านบนมองลงไปจะเห็นทะเลไกลๆ

มีศาลาเล็กๆ มืดตึ้ดตื๋อไว้ให้นั่งจีบกันด้วย เหอะๆๆ

ก็ใช้เวลาเดินเล่นในนั้นซักพัก จนท้องฟ้าเริ่มจะเปลี่ยนสี เลยตัดสินใจเดินกลับไป
ขึ้นรถบัสก่อนที่จะค่ำ ใกล้ๆกับสถานีมีร้านร้อยเยนด้วย ก็แวะซื้อขนมนิดๆหน่อยๆ
กลับไปกินที่ห้อง ขากลับที่จะต้องผ่านทุ่งหัวไชเท้า ก็ยังอดทำตาละห้อยใส่กองหัวไชเท้า
ที่นอนอ้อยอิ่งเป็นกองๆอยู่ริมทางไม่ได้ โว้ยยย อยากกินนนนน
(เป็นพวกคลั่งหัวไชเท้า -.-")

อ่านะ พอซื้อของเสร็จ ก็กลับจาก yokosuka มาแวะกินข้าวแถวๆสถานีโยโกฮาม่า
เป็นร้านข้าวหน้าเนื้อราดชีส??
ชีสจริงๆน๊า~ มันก็อร่อยดีนะคับ แต่แอบเลี่ยนเหมือนกัน -.-"
วันนี้ยังไม่ได้อัพรูปเพิ่ม ก็แปะโป้งเอาไว้อีกเอนทรี
รีบๆมาเขียนก่อนจะลืม เหอๆๆๆ
รุสึกว่าขยันเหลือเกิน เพิ่งกลับจากทำงานนะเนี่ย -.....--
พรุ่งนี้มาต่อละกัน ฮ้าวววว
ง่วงละ~

กลับมาจนครบเดือนแล้ว ก็ยังเขียนไม่เสร็จซะที
ด้วยความขี้เกียจ แล้วก็เหนื่อยกับงานละมั้ง
มาต่อกันวันที่30เลยนะ หลังจากจบไลฟ์ที่แสนประทับใจของวันที่29ไป
ก็ตื่นแต่เช้าไปเที่ยวปาร์คกัน
จะว่าไปก็มาแถวๆ uenoบ่อยเหมือนกันนะ แต่ไม่เคยเข้าไปเที่ยวในปาร์คซะที
วันนี้อากาศดี เหมาะกับการปิคนิคเลยล่ะ

ทางเข้าปาร์ค ตรงบันไดจะมีพวกศิลปินวาดภาพล้อมานั่งเรียงรายอยู่

อันนี้เป็นแผนที่ของปาร์ค จริงๆวันนี้ตั้งใจจะไปเที่ยวปราสาทuenoที่อยู่ข้างใน
ตามที่เคยได้เสิร์ชข้อมูลในเนตมา

ระหว่างที่เดินเข้าไปก็จะเห็นอนุสาวรีย์ของ king akihito

แล้วก็ศาลเจ้า



ข้างในวันนี้คนเยอะทีเดียว คิดว่าวันนี้คงจะมีงานอะไรละมั้ง
แล้วก็เป็นไปตามคาด เค้ามีงานเกี่ยวกับอะไรซักอย่าง(มันคืองานอะไรก็ไม่รุ้)



น่าจะเกี่ยวกับของพื้นบ้านหรืออะไรเนี่ยหล่ะ เพราะเห็นพวกเครื่องปั้นดินเผาเยอะเลย

มีหลากหลายรูปแบบ ดูแล้วก็สวยดี แต่ไม่ได้ซื้ออะไรกลับมา
ไม่รุจากฝากใครอ่ะนะ -.-" (ตังไม่มีก็บอกเค้าไป...)



เดินๆไป ได้กลิ่นหอมๆโชยมา ท้องก็เริ่มหิว +.+
แล้วก็เดินมาเจอกับร้านโอโคโนะมิยากิ @q@ อูยยย น่าหม่ำ

ใครจะอดไหวอ่ะ ต้องลองซื้อมากินซะแล้วววว ชิ้นละ 200เยนคับพ้ม!!

แต่แบ่บว่า ... คนขาย หน้ามันโหดมากกกก

แต่ก็อร่อยนะคับ ถึงจะไม่ค่อยอิ่มก้อเหอะนะ (ไอ้เจ้เปนคนกินจุอ่ะคับ)

หาอะไรรองท้องเสร็จ ก็มาเดินรอบๆปาร์คต่อ
ระหว่างที่เดินไปเดินมา ก็เห็นนักดนตรีเปิดหมวกมาบรรเลงให้ชมหลายคน
แต่ละคนก็มีความสามารถสูงๆกันทั้งนั้นเลย

วนไปวนมา ก็ไปเจอกับทางเข้าทางเทศกาลชมดอกไม้
มารู้ที่หลังว่า มันคือดอกโบตั๋น เพราะเพื่อนบอกคับ

แต่ว่าไม่ได้เข้าไปชมกะเค้าหรอก เพราะค่าเข้ามันก็หลายกะตังอยู่
เอาเป็นว่าแอบดูตามรูตามช่องกำแพง แล้วก็กะโดดๆ ดูว่าข้างในมันมีอะไรมั่ง
ส่วนใหญ่ก็ดอกไม้สวยๆนั่นแหละ

เดินเลยไปอีกหน่อยก็คือวัด ที่เค้าว่าอดีตเคยเป็นปราสาท แต่ปัจจุบันเค้าปิดไม่ให้เข้าไปดู
ก็ถ่ายรูปแต่ด้านนอกมา

แต่ที่น่าแปลกใจมากก็คือ เจย์ดี (เค้าเรียกงี้ป่ะ?) ที่เรียงกัน 5 ชั้นเนี่ย
ไอ้เราก็นึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัดหรือปราสาท ที่มองไกลๆแล้วสวยมากเลย
แต่พอเข้าไปใกล้ๆ -.-* มานกลายเป็นที่อยู่ของเป็ดง่ะ

อีกอย่าง เจดีย์อันนี้ตั้งอยู่ในเขตของสวนสัตว์ด้วย??
กุละอิจฉาเป็ดบ้านนี้เมืองนี้จริงๆ --.---"

จุดเด่นอีกอย่างที่เห็นแล้วรู้สึกดึงดูด ก็คือไอ้เสาแดงๆแบบเนี้ย
(ภาษาญี่ปุ่นเค้าเรียกว่าไรก้อไม่รุ ลืมแล้ว)
สีแดงมันสดดีอ่ะนะ

เดินเข้าไปเรื่อยๆ มันก็จะเป็นทางลงไปศาล เทพหมาจิ้งจอก

ด้วยความขี้เกียจ ขอแปะรูปที่เหลือไว้คราวหน้าละกันนะ
เด๋วจะมาอัพเพิ่ม ^^

มาถึงวันที่4แล้ว วันนี้จะว่าไปก็เป็นการเดินทางจากฟุคุโอกะเข้าโตเกียว ต้องตื่นแต่เช้าลากกระเป๋าหนักๆไปตามถนน ตรงไปที่สถานีให้ทันเวลาขึ้นรถ อากาศขมุกขมัวแล้วก็มีฝนปรอยๆ รู้สึกหนาวจนมือชา หลังจากที่เดินๆไปครึ่งทางก็จะถึงสถานี จากเม็ดฝนที่ปรอยลงมา มันก็แปรสภาพเป็นหิมะเม็ดเล็กๆ ถึงจะหนาวแล้วก็เหนื่อย แต่พอมองขึ้นไปบนฟ้าแล้วเห็นหิมะตกลงมาเป็นครั้งแรกในชีวิต ก็ทำให้รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา ถีงมันจะตกลงมานิดเดียวก็เหอะนะ แต่ก็ถือว่าเป็นช่วงประทับใจกับการเริ่มต้นวันดีๆวันหนึ่ง วันที่29... จริงๆแล้ววันนี้ เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเดินทางซะมากกว่านอกจากได้เห็นหิมะตอนเช้า ก็มีอะไรขำๆมาเล่าให้ฟังเหมือนกัน นั่นก็คือ ความฝันอย่างหนึ่งที่อยากจะได้เห็นภูเขาไฟฟูจิกะเค้าซักครั้ง ไปเยือนญี่ปุ่นมาก็หลายคราแล้ว ยังไม่เคยเห็นฟูจิตัวเป็นๆซะที เคยเห็นแต่ในรูปถ่าย เพื่อนบอกมาว่า ถ้านั่งชินกังเซนเข้าโตเกียว ช่วงที่ผ่านนาโงย่ามาแล้ว ก็จะได้เห็นฟูจินะ คอยมองดีๆละกัน ไอ้เราก็ตั้งหน้าตั้งตารอเลยทีเดียว ระหว่างที่รถผ่านนาโงย่าไป เตรียมกล้องไว้อย่างดีเลย นั่งข้างหน้าต่าง กะว่างานนี้กุไม่พลาดแน่ แต่นั่งๆไป มันก็เลยนาโงย่ามานานแล้วนะ ถึงโยโกฮาม่าแล้วด้วย เดินไปเดินมาระหว่างตู้ มัยรถแม่งลอดอุโมงค์บ่อยจังวุ้ย -*- รมณ์เสีย เวลาลุกขึ้นมายืนดัก รถแม่งก็มุดเข้าอุโมง พอกลับมานั่ง อ่ะ มันก็โผล่ออกไปอีก มองซ้ายมองขวาอยู่หลายที ก็เดาๆเอาว่า ลูกนั้นจะใช่มั้ย เขาลูกนี้รึเปล่า(วะ) จนกระทั่งมาถึงโตเกียว...

เชี่ยย ไหนวะฟูจิ .... อุส่าไม่ยอมหลับมาบนรถเพราะกลัวพลาด
กล้องเตรียมไว้ ไม่ได้ถ่ายซักกะแอะ ... หลังจากที่มานั่งคิดไปคิดมา.. แล้วมาอ่านบทความอะไรซักอย่างเนี่ยแหละ มันบอกว่า..."...วันไหนอากาศดีๆ นั่งชินกังเซน จะได้เห็นฟูจิ..."

อ่ออ ก็วันที่กุมา แม่งมีแต่เมฆกะหมอก สรุปว่า ไอ้เจ้เห็นแต่ตีน(เขา)ฟูจิ ไม่เห็นยอดเขาขอรับกระพ้ม!! แสร่ดดดด มานึกออกอะไรตอนเน้~~


โอเค ผ่านเรื่องทุเรดๆไป ก็นั่งรถมาจนถึงโตเกียว แล้วต่อซับเวย์มาอาสะคุสะ เพื่อจะเอาของไปเก็บโรงแรม มันก็เกือบ4โมงแล้วล่ะ ไลฟ์วันนี้เป็นของ supe กับ ptp (ไม่รุจักกันละเส่ะ) บอกใบ้กันคร่าวๆ ว่า2วงนี้เป็นวงฮาร์ดคอร์ที่เพิ่งจะเดบิว มีแฟนเพลงอยู่ในระดับนึง (พอๆกับเฟค) มือกีต้าร์ของ ptp ก็เล่นให้กับเฟคด้วย ส่วน supe ได้มารู้จักก็เพราะว่าเล่น myspaceอยู่ แล้วเค้าเป็นเพื่อนกับ ptp อีกที ก็เลยได้ฟังผลงานผ่านทางเว็บ ฟังแล้วรู้สึกชอบมาก วงเค้าเป็นญี่ปุ่นล้วนนะ แต่ทำเพลงเป็นอเมริกันโพสฮาร์ดคอร์ (ไม่ต้องถามว่ามันคือแนวอะไร ตอบไม่ได้เหมือนกันว่ะ) มันก็แนวโฮกๆ แรงๆหน่อยอ่ะ (ถ้านึกไม่ออก ให้คิดถึง dirละกัน ไม่รุจะเทียบกะอะไร)
อ่านแล้วเบื่อๆก็ข้ามไปนะ แต่อยากจะเล่าอ่ะแหละ เพราะว่ามันเป็นความรู้สึกพิเศษๆ แล้วก็ประทับใจมากๆเลยสำหรับวันนี้ แม้ว่าวงนั้นๆ มันจะไม่ใช่วงดังที่คนอื่นเค้ารู้จักกัน แต่มันเป็นอะไรที่ได้สัมผัสแล้วรู้สึกว่าปลื้มมากๆน่ะ
ไลฟ์วันนี้เอ้ไม่ได้ไปดูด้วย เพราะตั๋วซื้อมาแค่ใบเดียว ไม่ใช่ว่าไม่อยากชวนนะ แต่คิดดีแล้วว่า เอ้ไม่เหมาะกับไลฟ์แบบนี้อ่ะ ถ้าไปกลัวจะเจ็บตัวมากกว่า เพราะมันเป็นไลฟ์ที่ค่อนข้าง อืมม ไม่ค่อนอ่ะ มันรุนแรงมากเลยล่ะ!!! ก็เลยปล่อยให้เอ้นอนรอในห้อง พักผ่อนไปละกัน ไอ้เจ้พอเก็บของเสร็จก็ต้องรีบวิ่งไปขึ้นรถไฟไปชินจูกุ แต่ด้วยความที่โรงแรมมันอยู่ไกลมากกก ต้องเดินข้ามสะพานข้ามแม่น้ำไป +กับอีก2แยกไฟแดง ตอนแรกเดินออกมาถึงแยกแล้ว ปรากฏว่าตัวเองลืมหยิบแผนที่ที่จะไปดูไลฟ์มา (ที่shinjuku loft live house) เมื่อเช้าก่อนออกจากฟุคุโอกะ อุส่าให้สตาฟโรงแรมเค้าช่วยเขียนเป็นโรมันจิให้ จะได้ไปง่ายๆ ก็วิ่งกลับไปเอา แล้วก็วิ่งออกมา สาเหตุที่รีบก็เพราะนัดกับเพื่อนญี่ปุ่นเอาไว้ กลัวเค้าไปรอมันเสียมารยาท แต่ก็เพราะไอ้ความรีบเนี่ย คือ กุหยิบแต่แผ่นที่มา แต่ปรากฏว่า ตั๋วไลฟ์ไม่ได้เอามา.. -*- โว้ยยย วิ่งตาเหลือกกลับไปเอาที่โรงแรม ตอนนั้นเอ้นั่งเล่นเนตอยู่ ไอ้เจ้ไปยืนหน้าซีดอยู่ข้างๆ (กุเหนื่อยจนจะเปนลมอยู่แล้ว) เอ้ก็หันมาถามว่า "..อ้าว นี่ยังไม่ไปอีกเหรอ" (เทอนึกว่าไอ้เจ้เพิ่งลงมาจากบนห้อง)
..."ป่าว ... ไปมา2รอบแล้ว ลืมตั๋วไลฟ์"...(เสียงเซ็งสุดขีด) ก้อนะ กว่าจะได้ไปถึงสถานีรถไฟ ไอ้เจ้วิ่งวนไปวนมา ระยะทางประมาณ2กิโลได้ แต่ก็นั่นแหละ ในที่สุดก็ไปถึงชินจูกุราวๆ5โมงครึ่ง อากาศหนาวมากกกกกกกกกก หนาวจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ก็เดินหลงแป้บนึง ก่อนจะกางแผนที่ถามทางฝรั่งที่พูดญี่ปุ่นได้คนนึง เค้าก็ช่วยบอกทางให้ พอมาถึงก็โทรหาเพื่อน ถามว่าเค้าอยู่ที่ไหน คุยกันไปคุยกันมา ยูคิ(เพื่อนญี่ปุ่นคนนั้น)เค้าไปรับไอ้เจ้ที่โรงแรม แต่ว่าคลาดกัน ยูคิเจอกับเอ้ เอ้บอกว่า เจ้เพิ่งออกไปเมื่อ5นาทีที่แล้วเอง ... -.-"
ก็ยืนรอที่หน้าไลฟ์ซักพักยูคิก็มา เลยต้องขอโทษขอโพยเค้าเป็นการใหญ่ เพราะว่าตอนแรกนัดว่าจะเจอกันที่สถานี แต่ด้วยความเกรงใจไม่อยากให้เค้าต้องมารอเรา เลยเมล์ไปบอกเมื่อเช้าว่าไม่ต้องรอนะ เดี๋ยวไปเจอกันหน้าไลฟ์เลย แล้วเค้าก็ตอบเมล์กลับมาว่า บ้านเค้าอยู่ห่างจากโรงแรมที่ไอ้เจ้พักแค่5นาที เดี๋ยวจะมารับ แต่เพราะไอ้ตัวรีบเนี่ย มันเลยไมได้เช็คเมว มาถึงก็รีบออกไปเลย ทำให้ในที่สุดก็คลาดกัน อ่านะ ก็ขอโทษขอโพยกันไป
ลืมเล่าว่า ระหว่างที่ยืนรอเพื่อนอยู่ ก็เห็นผู้ชาย2-3คน เดินมา.. หน้าคุ้นๆนะ พอเค้าเดินผ่านหน้าเท่านั้นแหละ ก็อุทานออกมาเบาๆว่า..." k san...." (นักร้องนำของ ptp) แล้วก็ tsuyoshi มือเบส ณ วินาทีนั้น แบบว่าอยากเอ่ยปากทักมากๆเลย เพราะคิดดูดิ ระยะเผาขนมากๆ เดินผ่านหน้าเราไป แล้วเค้าก็มองหน้าเราด้วย ไอ้เราก็ได้แต่มองตาค้าง k ถือเป็นไอดอลอีกคนที่ชื่นชมนะ ส่วนตัวแล้ว เพราะอิมเมจแล้วก็เสียงร้องของเค้าให้ความรู้สึกว่ามีอิทธิพลกันคนดูมากอ่ะ ไอ้เราก็เป็นพวกชื่นชมคนเก่งด้วย ถึงแม้หน้าตาเค้าจะไม่ได้หล่ออะไรก็เหอะ แต่อารมณ์ว่าชื่นชมอ่ะ เพราะ ptp มีแฟนที่เป็นต่างชาติเยอะมาก (เพราะว่าเค้าไปออกทัวร์ที่เมกา แถบแคลิฟอเนียเป็นส่วนมาก ดนตรีก็เลยเป็นอเมริกันมากกว่าญี่ปุ่น)

จนเข้ามาถึงในคลับ ... เราว่าเฟคมันก็รู้สึกว่าใกล้แล้ว เจอกับวงแบบนี้ ยิ่งใกล้เข้าไปอีก เพราะอะไรรุป่ะ เค้าไม่มีสตาฟมาคอยกันคน นักดนตรีนั่งดื่มกันกับคนดู ใครก็ได้ที่เข้าไปทัก เข้าไปคุย เหมือนกับพวกเค้าก็เป็นคนธรรมดาที่มาเที่ยว มานั่งดื่ม เดินสวนกัน ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่า เรากับเขา อยู่คนละโลกกันเลย เพราะถ้าเทียบกับเกลย์ เทรุ หรือฮิซา คงไม่มีวันมานั่งดูดบุหรี่ท่ามกลางแฟนเพลงของเค้าแบบนี้ (มันคงจะโดนรุมโทรมตายตรงนั้นแหละ) ไม่ใช่ว่าเค้าไม่มีแฟนคลับ หรือไม่มีคนรู้จักนะ แต่มันเป็นเหมือนออร่าป้องกันตัวเองอ่ะ แม้ว่าเค้าจะนั่งดื่มนั่งคุยกันอยู่เหมือนปกติ แต่เราก็มีความรู้สึกบางอย่างที่บ่งบอกว่า อืมม อย่าเข้าไปเลยนะ ยืนมองเฉยๆดีกว่า มันให้บรรยากาศแบบนั้นจริงๆล่ะ

หลังจากที่เข้าไปซักพัก ก็มาต่อแถวกันซื้อของทัวร์ ด้วยความที่งบน้อย เลยซื้อเสื้อของ ptp มา1ตัว3พันเยน แล้วก็สติกเกอร์แผ่นเล็กๆของsupe มา2แผ่น100เยน จากนั้นก็เอาของไปเก็บในล็อคเกอร์แล้วก็เข้าไปในไลฟ์ วงที่เล่นวันนั้นมีทั้งหมด 4 วง จำชื่อวงอีก2วงไม่ได้ วงแรกที่เป็นวงเปิดไม่ได้ดู เพราะมัวแต่ซื้อของ แต่พอวงที่2กำลังจะเริ่มเล่น ก็เห็นว่า เฮ่ย นั่น supe!! ก็เลยรีบแทรกๆเข้าดู แต่คนดูส่วนมากที่มาเป็นแฟนของ ptp ปฏิกริยาก็เลยไม่ค่อยคึกคักเท่าที่ควร แฟนๆของsupeเค้าก็เบียดไปอยู่ข้างหน้ากันหมดแล้ว แต่ไอ้เจ้ก็ยืนอยู่แถวหลังๆ กะโดดด้องแด้งอยู่คนเดียว ท่ามกลางฝูงซอมบี้ (แม่งยืนกันตายซาก เซ็งชะมัด!!) อยากจะบอกว่า supeวันนั้นเล่นได้สุดยอดจริงๆ ซาวด์แน่นมากๆ สังเกตว่าจะมีทีมงานที่เป็นฝรั่งมาด้วย producerของ supe เป็นคนเดียวกับที่โปรดิวส์งานให้ system of a down ดังนั้นไม่ต้องห่วงเลยว่า โปรฯมาเอง ขนานแท้!!! supe เล่นประมาณครึ่งชั่วโมง รู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปเร็วมากเลย เสียดายอ่ะ อยากจะไปอยู่ข้างหน้ากว่านี้ เสียดายมากกกกกก จากนั้น อีกวงก็มาต่อ จำชื่อวงไม่ได้แต่เล่นแนว rapcore ดนตรีจะสับกันหนักๆ แต่ร้องแบบฮิปฮอป โดดกันสนุกมากเลย ตอนนั้นก็แทรกเข้าไปอยู่เกือบจะหน้าๆแล้ว อุส่าถ่อมาดูทั้งที ขอมันส์ไปเลยดีกว่า
หลังจากจบวงนี้ คนดูก็แน่นมากขึ้น เรียกได้ว่า loft แทบแตก เพราะคนเยอะมากๆ
ระหว่างที่กำลังซาวด์เช็ค ซึ่งใช้เวลานานมาก ptpก็ยังไม่ออกมาซะที คนดูก็เริ่มมีปฏิกริยากันมากขึ้น จนกระทั่งเสียงดนตรีเริ่ม เหมือนกับพายุลูกใหญ่ๆเข้ามาถล่มเลยล่ะ คนดูทั้งเบียด กระแทก ผลักกัน ชนิดที่ว่าไม่มียั้ง k ถือว่าเป็นสุดยอดของทุกคนตรงนั้นเลย เพลงแรกที่เล่นคือ blacksheep สิ่งที่เหนือความคาดหมายนั่นคือ k กระโดดลงมากลางฟลอร์ที่เต็มไปด้วยคนดู จากนั้นก็จมหายไป????? สตาฟต้องรีบมาสาวเอาไมค์ขึ้นไปก่อน เพราะไม่งั้นไมค์ได้พังแน่ จากนั้นคนดูก็ล้อม k เอาไว้ ตอนนั้นบอกความรู้สึกตัวเองไม่ถูกเลย คิดแต่ว่า ... นี่มันบ้าอะไรกันวะเนี่ย??? เป็นอะไรกันไปหมดแล้ว??? แล้วไอ้เจ้ก็ล้มลง เพราะแรงอัดที่เบียดกันแน่นมาก จริงๆแล้วมีคนนึงเค้าล้มลงไปก่อน แต่ด้วยความที่เราเข้าไปประคองเค้า เพราะกลัวจะโดนเหยียบตาย ก็เลยทำให้ตัวเองล้มตามลงไปด้วย แต่ก็ยังโชคดีที่ลุกขึ้นมาทัน ช่วงนั้นชุลมุลกันมาก จำได้ว่าเพลงหายไปครึ่งเพลงแล้ว k ยังไม่ได้กลับขึ้นเวที??? ทำแบบนี้เค้าเรียกว่าฆ่าตัวตายชัดๆ...
แต่ถึงแม้ว่าเหตุการณ์มันจะเป็นแบบนั้น แต่มันก็เป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ เรียกว่า อะดรินาลีนพุ่งกระฉูดกันเลยทีเดียว ทุกคน ณ ตรงนั้น ตะโกนแต่คำว่า Jesus! .. Jesus! แล้วก็ Jesus.. ตัวเองก็ตะโกนออกไปจนสุดเสียง บ้าคลั่งสุดชีวิตไปแล้ว

หลังจาก k ปีนกลับขึ้นไปบนเวที เพื่อนเล่นเพลงที่2 ทีนี้ก็เจอกับพายุไดร์เวอร์ทั้งหลาย คนดูเกิน50%เป็นผู้ชาย ที่สุดจะบ้าเลือดกันทุกคน แต่ผู้หญิงตัวเล็กๆก็เยอะเหมือนกัน เรียกว่า ไม่มีใครยอมแพ้กันเลยล่ะ ต่างรุมกันเบียดแล้วก็ไดร์ฟๆๆๆๆ และเนื่องจากเพดานของ loft มันจะไม่สูงมากนัก เพราะว่าเค้าเดินท่อน้ำแอร์เอาไว้ข้างบน ลักษณะก็เหมือนกับท่อแอร์ที่พันฟรอยเอาไว้ พวกเล่นไดร์ฟกันอีท่าไหนไม่รู้ เตะต่อน้ำแอร์แตก น้ำแอร์พุ่งออกมายังกะไอ้ที่ดับเพลิงอัตโนมัติยังงั้นเลย สังเกตเห็นว่าสตาฟที่อยู่บนเวทีเหวอไปตามๆกัน (ทั้งยุ่นทั่งฝรั่ง) เพราะไม่คิดว่าจะเจอพายุคนดูอัดเข้าให้ถึงขนาดนี้ พอจบเพลง k ก็ออกมาพูดอะไรไม่รู้ยาวมาก เหมือนกับว่า ไม่อยากให้ทุกคนรุนแรงใส่กัน อะไรแบบเนี้ยแหละ แต่ดูเหมือนคนดูจะซึ้งมาก พอ k พูดจบ คนก็ปรบมือกัน ปะมาณว่า โอ้ว นายเท่ห์มาก อะไรแบบเนี้ย

เพลงต่อมาเป็นจังหวะกลางๆ แล้วก็ช้าลง ทำให้อุณหภูมิที่กำลังเดือดอยู่เมื่อกี้ผ่อนคลายลง ในใจก็นึกว่า ค่อยยังชั่ว ไม่งั้นงานนี้ได้เกิดโศกนาฏกรรมแน่ แต่หลังจากนั้นพอเล่นเพลง from here to somewhere พายุก็ก่อตัวขึ้นอีก และ1ในไอ้พวกไดร์ฟเวอร์ ไม่ใช่ใคร ... แหะๆ กูเองค่ะ ไหนๆก็พีคไปแล้ว ก็ขอพีคให้สุดๆไปเลยละกัน จำได้ว่าเกาะหลังผู้ชายไว้คนนึง แล้วเค้าก็หันมา คือ มองตาแล้วรู้กันเลยอ่ะ เราก็พยักหน้า มันก็พยักหน้า จากนั้นก็ยกเราขึ้นไป ช่วยๆกันดัน จากอยู่หลังสุด ไอ้เจ้กลิ้งมาตรงหน้าเวทีเลย รู้สึกดีมากกกๆๆๆๆๆ

ptp เล่นประมาณ40นาที พอจบ คนดูไม่ยอมจบ อังกอร์กันชนิดที่ว่า ไม่ออกมานี่เป็นเรื่องกันเลยทีเดียว ช่วงอังกอร์เป็นอะไรที่หนักมาก จนตัวเองรู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้ว เพราะมันเบียดมากจนเข็มขัดหลุดอ่ะ หัวเข็มขัดกะจุยเลยเชื่อป่ะ ต่างหูที่ใส่มากระเด็นหลุดหายไปเลย (ดีหูกุไม่หลุดตามไปด้วย) โดนทั้งท่อนแขน แล้วก็ตรีนจากพวกไดร์ฟ เลยถอยมาตั้งหลักด้านหลังเพลงนึง และพอเพลงสุดท้าย ก็วิ่งกระโจนเข้าไปในวงล้อมใหม่ เหมือนโดดตึกเลยอ่ะ บ้ามากๆ ตอนนั้นเจ็บตัวไปหมดแล้ว แต่ก็ช่างมัน วันนี้จะเป็นไงก็ช่างมันแล้ว รู้แค่นั้นอ่ะ เป็นอะไรที่สุดๆ จริงๆนะ

หลังจากจบไลฟ์ก็มานั่งดื่มพักเหนื่อย ... (ย้อนกลับขึ้นไปอ่านข้างบน โอ้ กุพล่ามยาวโคดๆเลยกะทุนี้) จากที่รู้สึกหนาวๆ ปวดหัว เพราะว่าอากาศข้างนอกแล้วก็อ่อนล้าจากการเดินทาง พอซดเหล้าเข้าไป3แก้ว รู้สึกว่าหน้าร้อนวูบๆๆ (ได้ข่าวว่าซด vodga ไป3แก้ว) มานั่งคิดๆไป ถ้าไปอยู่ที่ญี่ปุ่นนานๆ คงจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่ปีหรอก เพราะรู้ตัวว่าทั้งดื่มและสูบจัดมาก อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลย ร่างกายมันแย่จริงๆนะ ให้ตายดิ

ก็หลังจากนั่งพักเหนื่อย ก็คิดว่าได้เวลากลับแล้ว ยูคิก็พาเดินนำหน้าไป ก็นึกว่าจะไปตรงทางออก แต่เปล่าคับ ปรากฏว่า ยูคิพามาพบกับสมาชิกของวงsupe ก็คือนักร้องน้ำ kihiro แล้วยูคิเค้าก็แนะนำว่า เนี่ย เราเป็นแฟนเพลงนะมาจากเมืองไทย พูดแค่นั้นแหละ kihiro ก็มันมาบอกว่า
เฮ้ยย เราคือ JJ ใช่มั้ย??? ไอ้เจ้ก็พยักหน้าบอกว่า ใช่~ แล้วแบบว่า kihiro ก็เข้ามากอดอ่ะ บอกว่า เฮ้ยย มาจริงๆด้วย ดีใจมากเลย ขอบคุณที่มาดูนะ !! เรื่องของเรื่อง อย่างที่บอกตอนแรกว่ารู้จักวงนี้ผ่านทาง myspace ก็ตามๆงานของวงนี้เพราะว่าชอบ ขนาดลงทุนสั่งซื้อซีดีจากที่เมกาเลย ตอนนั้นจำได้ว่า หลังจากที่สั่งซีดีไป เราก็ส่งเมสเสจบอร์ดไปบอกว่า เออ เนี่ย เราเปนคนไทยนะ ชอบเพลงของเค้ามากเลย แล้วก็ซื้อซีดีด้วย ตอนนั้นจำได้ว่าเค้าเมสเสจตอบกลับมาว่าขอบคุณมากที่อุดหนุน เราก็บอกไปว่า ถ้ามีโอกาสจะไปดูไลฟ์นะ แล้วบังเอิญมันประจวบเหมาะอ่ะ ว่าวงนี้เค้าเล่นตอนที่เราไปพอดี มันก็เลยกลายเป็นได้ดูไลฟ์ของวงที่ชอบหลายๆวงเลย รู้สึกประทับใจมาก ก็ยืนคุยกับ kihiro แป้บนึง แล้วก็ขอลายเซนต์ ก็ให้เซนต์ด้านหลังของสติกเกอร์ที่ซื้อมานั่นแหละ ดีใจมากเลย หลังจากนั้นตอนที่เดินกลับออกมาก็สวนกับ ari มือกีต้าร์ของsupe เพื่อนก็เข้าไปคุยให้อีก แล้วก็อาการเดียวกัน ... are you jj? ... พอเราตอบว่า yeah... แล้ว ari ก็เข้ามากอดอ่ะ แบบว่า เฮ้ยย ดีใจมากเลยที่มา แล้วเค้าทักเราว่า "สวัสดีครับ" ชัดเจน แจ่มแจ๋ว
ไอ้เจ้งงสิคับ เฮ่ยย มันพูดไทยได้ด้วยเว่ยเฮ้ย แถมไหวัเราอีก คุยกันไปคุยกันมา ปรากฏว่า ari เคยมาอยู่เมืองไทย3ปี ทำให้พูดไทยได้นิโหน่ย ปลื้มมมม เค้าพูดว่า "ขอบคุณมากคร่าบบ" 555 น่ารักอ่ะ (ถึงหน้ามันจะโหดมากก็เหอะนะ) แต่นิสัยดีมากทุกๆคนเลย แล้วก็เลยขอลายเซนari มาด้วยอีกคน จริงๆแล้ว ari บอกว่าวันที่4 พวกเค้าจะมีไลฟ์แสดงอีก อยากจะให้ไอ้เจ้ไปดูด้วย แต่ก็อ้ำๆอึ้งๆ มองหน้ากับยูคิ เพราะว่า วันที่4เป็นไลฟ์ของเฟค ยูคิเค้าเลยตอบเลี่ยงๆไปให้ว่า jjเค้าไม่ว่างน่ะ แต่อยากไปนะ (ในใจอ่ะอยากไปจริงๆนะ ทำไมต้องเล่นตรงกันด้วยยยยย) พอคุยกันได้แป้บนึงก็ขอแยกตัวออกมา ตอนนั้นรู้สึกขอบคุณยูคิมากจริงๆ เพราะตัวเจ้เองไม่กล้าที่จะเข้าไปทักทายใครก่อนหรอก มันประหม่าน่ะ ถ้าเพื่อนไม่ช่วยแนะนำ ก็คงจะไม่ได้จับมือ ไม่ได้ลายเซนกลับมาแน่ๆ รู้สึกขอบคุณยูคิกมากๆ จนไม่รู้จะพูดออกมายังไงดี

พอออกมาด้านนอก ปรากฏว่า อัคโกะและซากุระ เพื่อนญี่ปุ่นที่เป็นแฟนเฟคอีก2คน มายืนรออยู่แล้ว ก็แปลกใจเหมือนกัน คิดว่าเค้าอาจจะนัดกับยูคิไว้ละมั้ง แล้วพวกนั้นเค้าก็ชวนไปนั่งดื่มกันต่อ ไอ้เจ้ตอนแรกก็กะปฏิเสธเค้าไป บอกว่า เออ เรากลัวจะกลับไม่ทันรถไฟนะ (จริงๆแล้วคือ กุไม่มีตังไปกินตะหาก -.-") แต่ยูคิก็บอกว่า เนี่ย รถไฟหมดเที่ยงคืนครึ่งนะ แล้วบ้านเราก็อยู่ใกล้ๆกัน เดี๋ยวกลับด้วยกันนะ ไอ้เรามันก็ประเภทเกรงใจ ไม่กล้าปฏิเสธอีก ก็เลยเออออ ไปกินกะเค้าก็ไป ก็นั่งดื่มกันต่อ สั่งวอดก้ามากินอีก ก็เริ่มมึนๆ ทีนี้ไม่รู้ไอ้ภาษาปะกิดที่มันตะหงิดๆ ติดๆขัดๆหายไปไหนหมด ไอ้เจ้พูดน้ำไหลไฟดับ อารมณ์ว่าเหล้าเข้าปากเปรียบดังเอาสากมาตีพริก(มันเกี่ยวกานตรงไหนวะ -.-"") นั่นแหละๆ เมาแล้วพล่ามไงละคับทั่น คุยไรไม่รุเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งได้เวลาต้องกลับจริงๆแล้ว ก่อนที่รถจะหมด ก็สั่งเชคบิล ก็เห็นแว่บๆอ่ะ ว่าประมาณหมื่นเยน .... ซี้ดดด เอาแล้วกู ทั้งตัวเหลือตังอยู่นิดเดว จะพอกลับบ้านมั้ยวะเนี่ย โอย กุโดนเอ้ฆ่าแน่ๆ เลย วันนี้เสียค่าเหล้าไปหลายพัน จากที่กำลังมึนๆ ไอ้เจ้สร่างโดยอัตโนมัติ กลายเป็นแอบเครียด การี้ดดดด.... แต่ทว่า พอควักเงินจ่ายให้กับเพื่อนร่วมโต้ะ ปรากฏว่า ทุกคนไม่รับเงินของเรา เฮ่ย ทำไมอ่ะ ... ไม่ได้ทำเนียนนะ แต่ว่าเกรงใจเค้าจริงๆอ่ะ คือทุกคนใจดีกับเรามาก จนเราไม่กล้าที่จะรับไว้อีกแล้วอ่ะ เพราะที่โอซาก้าวันแรก อัคโกะก็เลี้ยงตั๋วไลฟ์ไปให้รอบนึงแล้ว (ตั้ง4พัน5เลยนะ) แล้ววันนี้ก็เลี้ยงข้าวอีก เราก็พยามจะเอาเงินให้เค้า แต่ยูคิบอกว่า เก็บไว้เถอะนะ วันนี้ถือว่าเป็นการเลี้ยง welcome party for jj นะ...
ซึ้งโคดอ่ะ ทำไมอ่ะ ทำไมใจดีกะเราแบบนี้อ่ะ เค้าบอกว่าเค้าเปนคนชวนนะ เพราะงั้นเค้าขอเลี้ยง โฮกกกกกกกกก (รุงี้กุน่าจะกินให้เยอะๆก่านี้เนาะ )
คืนนั้นก็กลับบ้านพร้อมยูคิ เดินคุยๆกัน เจ้ก้อถามยูคิว่ามีครอบครัวรึยัง ยูคิบอกว่า แต่งงานแล้วนะเนี่ย เฮ้ย จิงอ่ะ ไม่อยากเชื่อเลย สรุปว่าเพื่อนๆที่มาเจอกัน หลายคนมีครอบครัวแล้ว แค่ยังไม่มีลูกเท่านั้นเอง อืมมม เท่าที่เล่าๆ ย้อนถึงเรื่องที่ผ่านมา อยากจะยกให้วันที่29 เป็นความแห่งความทรงจำดีๆอีกวันที่จะไม่มีวันลืมเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ได้เจอกับวงที่ชอบ ได้จับมือ ได้ลายเซน ได้เห็นน้ำใจของเพื่อนต่างชาติ ถึงแม้ว่าจะคุยกันรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ก็ถือว่าเราต่างก็มีภาษาใจที่สื่อถึงกันได้ละนะ ... เป็นอีกเรื่องดีๆ ที่อยากเล่าสู่กันฟัง
ยังนะ ยังไม่หมดแค่นี้ เรื่องดีๆยังมีต่ออีก ไว้จะมาเล่าวันหลังนะ ^^
ขอบคุณที่ทนอ่าน กระทู้ที่ยาวที่สุดในทริปนี้เลย(ละมั้ง) อิอิอิ


osaka-fukuoka

พูดถึงโอซาก้า มาคราวนี้ได้มาเยือนแป้บเดียวเอง นึกเสียดายอยู่เหมือนกัน เพราะอยากจะเที่ยวโอซาก้าให้สะใจกว่านี้ แต่ก็ไม่สามารถ เพราะจะต้องไปฟุคุโอกะซึ่งอยู่ทางใต้ของญี่ปุ่น ถ้าขึ้นชินกังเซน(ฮิคาริ)จากสถานีชินโอซาก้า ไปถึงฮาคาตะ(เป็นสถานีใหญ่ของฟุคุโอกะ)ก็กินเวลาราวๆ 6ชั่วโมงกว่า (โนโซมิ5ชั่วโมง เครื่องบินก็ราวๆ2-3ชั่วโมงอ่ะ) ก็ไกลเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน
อย่างที่บอก ไอ้ตอนที่อยู่ในรถไฟน่ะ มันมีฮีตเตอร์ มันเลยไม่รู้สึกว่าข้างนอกหนาวหรือร้อน แค่เห็นนอกหน้าต่างว่าแดดมันแรงดี คิดว่าคงจะหนีพ้นจากความหนาวที่โอซาก้าไปแล้ว ช่วงที่ออกเดินทางจากโอซาก้า ขึ้นรถมาตอนเกือบ9โมงเช้า ไปถึงที่ฮาคาตะก็บ่าย2โมงกว่า และจากสถานี เดินไปโรงแรมก็เกือบบ่าย3โมง โรงแรมที่พักที่ฟุคุโอกะเป็นแบบเกสเฮ้า (ข้าวสารฟุคุฯนั่นเอง) คืนนึงก็5พันกว่าเยน ที่แพงหน่อยเพราะมันเพิ่งจะเปิดได้ไม่นาน อะไรๆก้อยังใหม่อยู่ ก็นับว่าสะดวกสบายที่สุดในการเดินทางคราวนี้ เพราะถึงแม้ว่าจะไม่มีห้องน้ำในตัว แต่ก็มีฮีตเตอร์อุ่นๆ มีเนตเล่น มีครัวให้ทำกับข้าว แค่นี้ก็โอเคแล้วล่ะ พอเช็คอินโยนกะเป๋าใส่ห้องเสร็จก็รีบเผ่นมาขึ้นรถบัสที่สถานี เพื่อเดินทางต่อไปที่fukuoka marine masse arena ซึ่งเป็นสถานที่จัดไลฟ์ของglay ใช้เวลาเดินทางก็ประมาณ 15-20 นาที

ดูเสร็จแล้วเอาไปชั่งโลขายได้เลย หลายรอบจัด (เว่อปายย)


ถึงแม้ว่าไลฟ์จะเริ่มเล่น5โมง แต่ช่วยๆกันจิ้นหน่อยว่า มันเล่นในอารีน่า คนเป็นหมื่น กว่าจะต่อคิวซื้อของ ต่อคิวเข้าไปในฮอลล์ มันก็คงไม่ใช้เวลาแป้บเดียวหรอกใช่มะ และแถมรถบัสที่นี่ ใช้ตั๋วrailpassไม่ได้อีกตะหาก ต้องเสียค่ารถคนละ150เยน ไปถึง คนก็มาต่อคิวกันซื้อของทัวร์กันแล้ว แต่ถึงแม้ว่าคนจะเยอะ แต่ระบบการจัดการเค้าค่อนข้างดี ทำให้ไม่ต้องเข้าคิวกันยาวนานมากนัก (เพราะแม่งคนดูมันอาจจะแข็งตายก่อนได้ดูไลฟ์)

แถวซื้อของทัวร์


อารามเข้าคิวยังกะแจกฟรี


ขนาดรูปรถ ยังต่อคิวกันถ่าย


ลายเซนต์(ที่ไม่รุว่าของจริงหรือของปลอม) ก็รุมถ่ายกัน อย่างกับจิโร่มายืนแจกลายเซนตัวตนเอง


สาบานนะว่าซื้อของทัวร์ ... คาดว่าถ้าglayทำตุ๊กตายางขาย เทอคงจะเหมาหมด4ตัว


ระหว่างที่เอ้เค้าเข้าคิวซื้อของ เจ้ก้อไปเดินถ่ายรูป(กุขี้เกียจรอ) และตอนที่กำลังจะเดินไปต่อแถวเข้าฮอลล์ ก็มีคนญี่ปุ่นเข้ามาทัก เค้าบอกว่าเป็นเพื่อนของยูคิ (เพื่อนคนญี่ปุ่นที่เจอกันที่โอซาก้าวันแรก) เค้าก็ถามว่าเราคือเจเจรึเปล่า ก้องงอ่ะ แบบว่า รุจักกุได้ไงวะ เค้าก็แนะนำตัวเองว่าเป็นเพื่อนยูคิ ตัวเค้าเองเป็นสมาชิกของhappy swing เป็นคนที่จองตั๋วglayให้นั่นเอง เค้าชื่ออัตสึโกะล่ะ ส่วนอีกคนชื่อมาโดกะ ก้อคุยๆกันแล้วก้อยืนต่อแถวกันไป แบบว่าเค้าก็ถามๆว่าชอบใครในวงมากที่สุด ส่วนตัวแล้วก้อชอบเทรุมากสุดแหละ ถึงจะไม่ค่อยกี้ดก้าดอะไรมากเท่าไหร่ แต่ก็เริ่มฟังglayมาพร้อมๆกับlarcและluna sea (สรุปว่ากุเปนคนหลายใจนั่นเอง)

คนซ้ายคือมาโดกะ คนขวาคืออัตสึโกะ ส่วนคนกลาง อู้ดคากิ ... 55555 (จะโดนเมียตบก็งานนี้ละวะ)


ของกุเก๊กกะเค้ามั่งเหอะ


อ้อ ชื่อไลฟ์คราวนี้เป็น Glay Arena Tour 2007 Love is Beautiful (ชื่อคล้ายๆ ห้างแว่นบิ้วตี้ฟูลลล)





งานนี้นับถือความอึดของสาวญี่ปุ่นจริงๆให้ดิ้นตาย เพราะถึงแม่งจะหนาวขนาดไหน เทอก้อยังใจกล้า นุ่งสั้นท้าลมหนาวโกรกไอ้สั้นน่ะ มันสั้นจิงๆนะ ประมาณ 1 คืบก่าๆเอง อ้อ ว่าแล้วก็พูดถึงเทรนแฟชั่นลมหนาวของปีนี้ (ปีอื่นๆเปนงี้ป่าวไม่รุ) ก็คือจะฮิตใส่กระโปรงสั้น ส่วนมากเป็นยีนส์ สั้นมากๆ แล้วก็ใส่รองเท้าบู้ตสูงๆ เหนือเข่า หรือถุงน่อง ถุงเท้ายาว แต่รองเท้าต้องเป็นบุ้ตเท่านั้นนะถึงจะเดิ้น เสื้อกันหนาวจะเป็นปล้องๆแบบตัวหนอน มีขนเหมือนหมาพุดเดิ้ลมานอนตายอยู่รอบคอ ด้านในจะเป็นเสื้อไหมพรมตัวยาวๆเข้ารูปหน่อยๆ แต่ถ้าสาวคนไหนไม่มั่นใจที่จะใส่กระโปรงสั้น เพราะดันมีขาเป็นหัวไชเท้า ก็จะอาศัยใส่ยีนส์ขายาวเข้ารูปรัดติ้ว ติ๊ต่างว่าเป็นถุงน่อง แล้วก้อใส่บู้ตยาวสวมทับขากางเกงไว้ เป็นที่น่าสงสัยว่าถ้าปวดฉี่ขึ้นมาจะเข้าส้วมกันทันมั้ย เพราะกุงเกงเทอฟิตปริ้เหลือเกิน

สำหรับคอสเพลย์ก็มีแต่งกันมาเยอะเหมือนกัน ทั้งเหมือนและไม่เหมือน แต่ไม่ได้ตั้งใจถ่าย เพราะว่าขี้เกียจ มันหนาวจนไม่อยากทำอะไรอ่ะ สารภาพว่าตอนนั้น กุอยากกลับบ้านนนน




ซื้อของทัวร์เสร็จแล้วก็มายืนที่ระเบียงชั้น2ของฮอลล์


ลมทะเลแรงโคด


แล้วฝนฟ้าก็ครึ้มมาแต่ไกล


** ง่วงอ่ะ เลิกงานกลับมานั่งปั่นเลย เด๋วของีบก่อน คืนนี้มาต่อ

ไม่รุยูคิไปเผาไรให้เพื่อนเค้าฟังป่าว
แต่ทั้งคู่ก็เป็นคนอัธยาศัยดี น่ารัก พยามพูดอังกิดกะเรา ทั้งๆที่เราก้อพูดกะเค้าไม่ค่อยรุเรื่อง
สรุปว่า ภาษาไม่แข็งแรงกันเลยซักคน อาศัยยิ้มมมมม ใส่กันอย่างเดียว จนในที่สุดก็ต่างคนต่างแยกกันไป -.-* เส้าจิต

วันนี้เหนื่อยจัง แต่แว่บมาเม้าก่อนจะไปนอนนะ
ต่อกันด้วยไลฟ์ ก็หลังจากต่อคิวงู(แถวมันยาวคดไปคดมา เลยติ๊ต่างเรียกว่าแถวงูละกัน)

แถวงู


ก็เข้าไปในฮอลล์ ก็อึ้งไปนิดนึง คือมันใหญ่มากกกก เกิดมาไม่เคยดูไลฟ์ใหญ่ๆแบบนี้(นอกประเทศ)รู้สึกเหมือนสวรรค์โปรด เพราะเข้ามาในฮอลแล้วอุ่นขึ้นเยอะ หลังจากยืนตากลมหนาวอยู่ข้างนอกเป็นชั่วโมง แอบแปลกใจนิดหน่อยว่าทำไมเกลย์เค้าเริ่มเล่นคอนเสริตไวจัง ก็คือประตูเปิด4โมง เล่น5โมง ถ้าเทียบกับของเฟคที่เคยไปดู กว่าจะเล่นก็ทุ่มนึงเป็นอย่างน้อย แต่พอถามเพื่อนที่เค้าเคยไปดูไลฟ์ของเกลย์มาก่อนก็ถึงกับบางอ้อ เพราะเวลาในการแสดงมันต่างกันนั่นเอง ของเฟคเล่นแบบอัดกันเต็มที่ ไม่มีอังกอร์ไม่มีmcอะไรยาวๆ เล่นประมาณ1ชม ครึ่ง แต่ของเกลย์ปาเข้าไปเกือบ3ชั่วโมง เล่นกันทั้งหมด20กว่าเพลง ช่วงพักอังกอร์ประมาณ10นาที ก่อนจะเล่นต่ออีกครึ่งชั่วโมงกว่า (ไม่รู้เอาเรี่ยวเอาแรงมาจากไหนกันเนาะ)
แต่ก็ต้องชมละ ว่ามันเป็นไลฟ์ระดับประเทศจริงๆอ่ะนะ ทั้งแสง สี เสียง ผิดกับไลฟ์ในคลับเล็กๆไหนต่อไหน แต่ว่ายังไงอ่ะนะ ก็ยังชอบไลฟ์เล็กๆมากกว่าอยู่ดี ไม่เกี่ยวกับเรื่องสไตล์เพลง แต่เป็นบรรยากาศที่มันค่อนข้างติดดิน แล้วก็เข้าถึงได้มากกว่า (ใกล้กันระยะเผาขนย่อมดีกว่าการนั่งส่องกล้องทางไกลละวะ 5555)
ไลฟ์วันแรก ที่นั่งอยู่ไกลเหมือนกัน แต่ตรงหน้าเวทีเลย มองเห็นจอได้ถนัด เวทีจะเป็นม่านๆ มีจอlcdขนาดยักษ์ตรงกลาง1อัน (เหมือนหนังกลางแปลงยังไงชอบกล)แล้วก็มีขนาดกลางอีก2อันขนาบข้าง อืมม เหมือนกุไปนั่งดูfilm gigs เลยนะเนี่ย เพราะแม่ง เทรุหัวเท่าหอยมด อาศัยดูจากจอเอาละกัน กรั่กๆๆ

นั่งชินกังเซนมาจากโอซาก้า


มาถึงฮาคาตะแว้วว


รายละเอียดเกี่ยวกะไลฟ์ ข้ามไปก่อนละกัน มันเยอะจัดจนจำไม่ไหวง่ะ
ตัดมาถึงตอนที่จบไลฟ์เลยดีกว่า ไอ้ขามาน่ะ มันก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะคนจะทยอยๆกันมาเรื่อยๆ แต่ขากลับเนี่ย มันก็จ้องจะกลับบ้านกันทุกคน รถเมล์มีอยู่2สาย แต่สายที่คนเยอะที่สุดก็คือสายที่จะไปส่งที่สถานีฮาคาตะซึ่งเป็นสถานีใหญ่ พอจบไลฟ์ก็ลงมาชั้นล่างเพื่อมาดูซุ้มขายพวกซีดี ดีวีดี จากนั้นก็สังเกตว่า เห็นคนมุงอะไรกันตรงข้างๆประตูทางออกฮอลวะ ก็เลยไปยืนมุงกะเค้ามั่ง ปรากฏว่าเป็นset listที่เพิ่งเล่นกันเสร็จไป คือ เค้าทำบอร์ดset listให้คนดูกันเลย ปรากฏว่า
ทุกคนมุงกันถ่ายรูป แบบว่าแย่งกันชนิดจะตบกันตาย -.-* (แม่งset listยังอุส่าแย่งกันถ่าย)
แต่ก้อถ่ายกะเค้ามาด้วยเหมือนกันนะ แต่ยอมรับเลยว่างานนี้ทำเอาไอ้เจ้สติแตก เพราะหงุดหงิดมาก อย่างที่บอก ส่วนตัวไม่ชอบไลฟ์ใหญ่ๆแบบนี้เท่าไหร่อยู่แล้ว ยิ่งเจอไอ้บรรยากาศแบบแย่งกันมุงแย่งกันถ่ายเนี่ย อารมณ์เสียชนิดแทบจะผลักอิคนที่เกะกะให้หัวทิ่มกันเลยทีเดียว ก้อบอกกะเอ้ว่า อืม ไม่ไหวแล้วนะ ไม่อยากอารมณ์เสีย กลับเลยละกัน เอ้ก็โอเค

เซตลิสนรก


อันนี้เป็นป้ายโฆษณา ช่วงโปรโมชั่น สำหรับคนที่ซื้อซิงเกิลหรืออัลบั้มเก่าของเกลย์ในงาน จะได้แถมสติกเกอร์ live is beautiful ฟรี 1 อัน


แต่พอออกมาด้านนอก เห็นแถวที่ยืนต่อคิวกันขึ้นรถ ยิ่งเซ็งหนักกว่าเก่า เพราะนอกจากอากาศมันจะหนาวกว่าตอนบ่าย ฝนยังอุส่าห์พรำๆลงมาอีก ทำให้ยิ่งหนาวโคดๆ คือยืนต่อคิวขึ้นรถอีกชั่วโมงกว่า หนาวจนไม่พูดอะไรกันเลยมั้งตอนนั้น เหนื่อย แล้วก็เซ็ง เมื่อยด้วย แต่ก็โอเคอ่ะ ต้องยอมรับสภาพ(ทั้งที่ไม่อยากจะรับหรอกนะ) นับถือในความพยายามของแฟนเพลงญี่ปุ่นนะ เค้ามีความอดทนกันสูงมาก ไอ้เรามันก็ทนได้อยู่หรอกนะ ถ้าอากาศมันไม่หนาวซะขนาดนั้น อย่าว่าแต่พูดออกมาเลย แค่หายใจธรรมดา ก็มีไอออกมา(เหมือนในหนังเกาหลีเลย)
แล้วพอได้ขึ้นรถก็ต้องไปเบียดเสียดกันในรถอีกเป็นปลากระป๋อง จากหนาวๆเข้าไปเบียดกันบนรถจนเหงื่อแตก กลับไปถึงห้องก็ต้องกินยาแก้หวัดกันไว้เลย เพราะสภาพมันแย่มาก
จากที่เบียดกันบนรถ พอไปถึงสถานีก็ต้องเดินกันต่ออีก เพราะว่าโรงแรมไม่มีรถบัสผ่าน ต้องเดินเอาอย่างเดียว จากสถานทีก็เกินเท้าต่อไปอีกประมาณ 15นาที จากเหงื่อแตก ก็กลายเป็นสั่นงั่กๆๆ ตอนนั้นหิวก็หิวนะ แต่มันล้าจนไม่อยากแวะกินอะไร(ตังไม่ค่อยมีด้วย) เลยตัดสินใจกลับโรงแรมไปต้มมาม่ากินกันดีกว่า สรุปว่าทั้งวันก็กินแซนวิชไปคนละ1คู่ (ซื้อมาจากบนรถไฟชินกังเซนที่นั่งมาเมื่อเช้า) แล้วก็มาม่าคนละห่อ + ปลากระป๋อง จะว่าเป็นทริปที่อนาถาก็ไม่เชิง แต่เพราะไปวันแรกๆ จะใช้จ่ายอะไรก็ต้องระวัง กะว่าวันหลังๆตังเหลือแล้วค่อยกินหรูๆละกัน
เพราะเรื่องที่ไม่คาดคิดอาจจะเกิดขึ้นได้ (แล้วมันก็เกิดจริงๆนั่นแหละ) เพราะแบตชาร์จmdดันเกิดเจ๊งบ๊งขึ้นมา ทำให้เก็บไฟไม่อยู่ อัดอะไรไม่ได้เลยวันนั้น (มันอัดไม่ได้ตั้งแต่ไลฟ์ของเฟควันแรกแล้ว) ก็เลยกัดฟันซื้อแบตไป1ก้อน ราคาเกือบ5พันเยน คิดดูดิ5พันเยน กินข้าวได้ตั้ง3วันเลยนะ(สำหรับ2คน) แต่ในเมื่อมาถึงนี่แล้ว ถ้าจะไม่อัดเลยมันก็เสียเที่ยว เลยยอมอดข้าวไปละกัน
สรุปว่ามาฟุคุโอกะไอ้เจ้กะเอ้ก็กินกันแต่มาม่า+ปลากระป๋องทุกมื้อเลย เหอะๆๆ TvT...

โอเค แล้วจะมาต่อนะ ง่วงจัง... bye

เอาวิวสวยๆมาฝากละกัน






สำหรับไลฟ์ที่ฟุคุโอกะวันที่2 ก็ถือว่าสบายๆ คนน้อยกว่าวันแรก ที่ว่าน้อยคือคิวต่อแถวซื้อของนะ
ส่วนคิวที่จะเข้าไปในฮอล วันนี้ไปดักที่ประตูทางเข้าแต่เนิ่นๆ
เลยไม่ต้องเข้าแถวงู เหอะๆๆ และที่โชคดีกว่า นั่นก็คือที่นั่งของวันนี้ดีมากๆ
อยู่ทางฝั่งขวาของเวที ห่างออกไปประมาณ 20เมตร ดีกว่าเมื่อวานมากกกกก เพราะเห็นชัดทีเดียวล่ะ
และเนื่องจากไลฟ์ของเกลย์แต่ละครั้ง เค้าก็มักจะเล่นตามสคริป เหมือนกับละครนั่นแหละ
ก็แทบจะเหมือนกันหมดทุกไลฟ์ เพราะงั้น เล่าครั้งเดียวพอ แหะๆ
(ขี้เกียจเล่าก้อบอกเค้าไปเด้)

การแสดงเริ่มต้นขึ้นด้วยการเปิดpresentation เป็นวีดีโอที่เกี่ยวกับกาลเวลาแล้วก็ธรรมชาติ
แล้วก็จะตัดเป็นภาพไลฟ์ต่างๆที่ผ่านมาของเกลย์ เหมือนจะสื่อถึงว่า
กว่าจะมาถึงวันนี้มันใช้เวลายาวนานแค่ไหน แล้วก็ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมา
เพราะความรักที่แฟนเพลงมีให้กับพวกเค้า ประมาณเนี้ย
พอจบmv คนดูก็ปรบมือกันดังก้องฮอล จากนั้นก็จะมีม่านพร้อมกับสปอตไลท์
พวกเกลย์ก็อยู่หลังม่าน คนดูก็กรี้ดกันสลบเหมือด

เซตลิสวันที่2


มีอยู่หลายช่วงที่ทุกคนจะวิ่งสลับกันไป-มา ทั้งมุมซ้ายและขวา
โชคดีมากๆที่วันนี้ทุกคนจะวิ่งมาเล่นทางฝั่งขวาที่เรานั่งดูกันอยู่บ่อยๆ ก็เลยกำไรไป
ตัวจริงทุกคนดูดีมากๆเลย เทรุก็เอนเตอร์เทนคนดูดีมากๆ
ไม่แปลกใจเลยว่าแฟนเพลงเยอะขนาดนี้ ขนาดป้าอายุ50กว่าๆยังมายืนเย้วๆอยู่ข้างๆกุเนี่ย -.-*
ส่วนถัดจากป้าคนนั้นไป ก็เป็นเด็กอายุราวๆ10กว่าขวบ มาคนเดียวอีกตะหาก

ไลฟ์ก้อยาวนานมันมากเลย เทรุก็mc น้ำไหลไฟดับ คุ้มสำหรับแฟนๆละนะ
แต่ไอ้เจ้แอบหลับว่ะ เอิ้กกส์ ก้อคนมันเหนื่อยอ่ะนะ แต่เพลงที่ประทับใจมีเยอะนะ
เพลงแรกคงเป็นเพลง natsu oto ที่ฟังแล้วน้ำตาไหลเลยอ่ะ
คือ ขนาดเราไม่ได้เป็นแฟนเกลย์นะ แต่ทำไมฟังแล้วร้องไห้วะ มันซึ้งอ่ะ เศร้ามากๆ
แล้วก้อไม่ใช่ไอ้เจ้คนเดียวที่ร้อง พอเพลงจบ ได้ยินเสียงคนสั่งขี้มูกกันเป็นแถว
พอหันไปด้านหลัง โห่ แม่งร้องไห้กันทั้งสแตน -*-
สงสัยเสียงเทรุกับบรรยากาศแสงไฟบนเวทีทำอารมณ์พาไปอะมั้ง

อัพ Natsu Oto ให้ฟังดีก่า เผื่ออยากฟังกัน

และอีกเพลงที่ทำเอาร้องไห้ก็คือเพลง I will เพลงนี้เวทีจะปิดไฟมืดๆ แล้วฉายเป็นmv
รวมภาพถ่ายเกี่ยวกับความรักในแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแม่ลูก พี่น้อง คนรัก
แสดงอารมณ์ต่างๆออกมาผ่านทางภาพ จากนั้นพอท้ายๆเพลงก็จะเป็นรูปมือคนสองคนต่อกันเป็นรูปหัวใจ(แบบที่ชอบๆเล่นกันนั่นแหละ)
ท่ามกลางทุ่งดอกทานตะวัน แล้วก็เป็นรูปรอยยิ้มของแฟนๆเพลงที่ร่วมกันส่งรูปเข้าไป
(เป็นโครงการที่เค้าเปิดรับภาพถ่ายแฟนๆให้ส่งเข้าไปทางเวบไซต์เพื่อรวบรวมมาทำเปนpresentationฉายในไลฟ์คราวนี้)
ดูแล้วก็ซึ้งอ่ะ จากนั้นรูปต่างๆก็ปะติดปะต่อกัน(เป็นโมเสคภาพถ่าย)
รวมกันเป็นรูปโลก ก็เหมือนกับเค้าตั้งใจจะสื่อว่า
ความรักของทุกคนช่วยกันสร้างโลกใบนี้อะไรเงี้ยแหละ
ส่วนเพลง I will จะมาอัพทีหลังนะ เพลงอยู่ในอีกเครื่องนึง

ช่วงประทับใจ ก็คงเป็นเพลง World's end (ละมั้งนะ)
ก็คือช่วงที่ร้อง wo o oh .. glorious day เสียงดังลั่นทั้งฮอลเลย
แล้วจากนั้นบอลที่อยู่ด้านบนเพดานฮอลก็ระเบิดแล้วจะมีริบบิ้นสีทองโปรยลงมา
แล้วทุกคนก็จะคว้าเอาไว้ จากนั้นก็จะโบกมือตามจังหวะ มันจะเป็นสีทองระยิบๆเต็มไปหมดเลย
สวยมากๆอ่ะ อลังการโคดๆ เลย ตรงที่เจ้นั่งก็ได้ริบบิ้นเหมือนกัน แต่ก็กระโดดลงจากสแตนไปเก็บที่พื้นด้วย แล้วก็เอามาให้เอ้ สองคนโบกไปโบกมา
แถมได้ริบบิ้นกลับมาเป็นที่ระลึกกันคนละ2เส้นด้วย

และช่วงที่รู้สึกว่าสนุกสุดๆคงเป็นช่วงเพลง more than love เพลงหลังจากที่ได้ริบบิ้น
โยกแขนกันเป็นระวิง แล้วก็ช่วงอังกอร์
เพราะจะเป็นช่วงที่เทรุออกมาเล่นเวฟกับคนดู สนุกดี คนทั้งฮอลเล่นเวฟกัน
เล่นกันประมาณ4รอบมั้ง เทรุก็จะบอกว่า เออให้เล่นแบบนี้ๆนะ แล้วคนดูก็เล่นตาม
ก็ฟังไม่ออกหรอก แต่พอเหนไอ้สแตนข้างๆมันเวฟ เราก็เวฟตามมัน 555

ต่อจากไลฟ์ก็มาถึงช่วงจบไลฟ์ หลังจากที่เจอบทเรียนสุดโหดไปเมื่อวันแรก ไลฟ์วันที่2 พอจบเพลง acid head ก็เป็นอันรู้ว่าไลฟ์กำลังจะจบแล้ว เปนธรรมเนียมเลยว่าก่อนทีทุกคนจะเข้าไปหลังเวทีจะต้องจับมือกัน รวมทั้งคนดูทุกคนด้วย แล้วก็นับ 2 3 กะโดด~ พอกะโดดเสด ไอ้เจ้ก้อรีบวิ่งออกจากฮอลเลย เพราะนอกจากจะต้องรีบวิ่งไปถ่ายเซตลิสแล้ว ก็ต้องวิ่งไปเข้าแถวต่อคิวขึ้นรถ เพราะเมื่อวันก่อนยืนตากลมตากฝนกว่าจะได้ขึ้นรถเป็นชั่วโมง เพราะคนเยอะมาก วันนี้วิ่งไปร็วเลยได้ขึ้นรถคันแรก รถบัสที่มารับจะมี 2 สายคือ สายที่ไปสถานีฮาคาตะ กับสถานีเทนจิน ด้วยความอุตริอะไรไม่รุ ก็อยากจะไปเที่ยวที่เท็นจินกะเค้ามั่ง แทนที่จะขึ้นรถสายเดิม ก็เลยเปลี่ยนใจ แต่เพิ่งมานึกได้หลังจากขึ้นรถมาแล้วว่า ... กุไม่ได้เอาแผ่นที่มานิหว่า.. -.-* พอรถมาจอดที่เทนจิน ก็เดินหมุนซ้ายหมุนขวาอยู่แป้บนึง เพราะไม่รุจะไปทางไหนดี ก็อาศัยเดินตามคนอื่นเค้าไป จนไปถึงสถานทีก็เดินเล่นอยู่ในนั้นแป้บนึง ก่อนจะหาทางกลับไปฮาคาตะ จริงๆก่อนหน้านี้เคยอ่านหนังสือหรือบทความอะไรซักอย่างว่า เทนจินอยู่ห่างจากฮาคาตะไปนิดเดียว ไอ้เราก็นึกว่าจะขึ้นjr ได้ แต่ปรากฏว่าต้องขึ้น subway เสียตังอีก -.-** งานนี้เกือบโดนเอ้ฆ่าหมกส้วมในเทนจินแล้ว เหอๆๆ ก็สรุปว่าเป็นการเที่ยว(หรือหลง?)ที่ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ เพราะมันมืดแล้ว ร้านต่างๆมันก็ปิดแล้วด้วย เพราะงั้น ไอ้ความคิดที่อยากจะไปนเทนจินกับยะไต เป็นอันล้มเหลว กรูหนอกรู ไม่น่าลืมแผนที่ไว้ที่ห้องเรย...

คืนนั้นจำไม่ได้ว่ากินข้าวข้างนอกรึเปล่า แต่คิดว่าคงจะกลับไปกินมาม่ากับปลากระป๋องเหมือนเดิมละมั้งนะ ว่าแล้วก็เดินตากลมหนาวดุ่ยๆกลับห้องไปจัดของ พรุ่งนี้เตรียมตัวเดินทางเข้าโตเกียวไปดูไลฟ์ของ ptpกัน เย่~~

bkk-kansai

ปกติแล้วถ้าคิดจะเดินทางไปญี่ปุ่น ก็มักจะเป็นไฟล์ทกลางคืน ไปถึงที่โน่นแต่เช้า เพราะจะได้ไม่เสียเวลาเที่ยว กะว่านอนๆไปบนเครื่อง วันที่25 ทำงานเสร็จตอนเย็น ก็รีบไปเจอพวกที่ฝากซื้อของ ก่อนจะไปเอากระเป๋าและรีบตรงไปสนามบิน ด้วยความเหนื่อยมาทั้งวัน กะว่ากุจะนอนจนถึงโน่นละวะ ก็รอจนเครื่องออกประมาณ5ทุ่ม เครื่องออกไปได้แป้บนึง ก็สลบไปเลย
จนกระทั่งราวๆเที่ยงคืน แอร์ก็มาเสริฟเครื่องดื่ม ตื่นมากินแป้บนึงก็หลับต่อ คราวนี้เดินทางไปกะ JAL (เหมือนจะหรูเลยนะ) แต่ว่าเป็นตั๋วราคาโปรโมชั่น ขายพร้อมกับตั๋วรถไฟ(ordinary 7วัน)ในราคา2หมื่น7 ก็ถือว่าถูกที่สุดแล้ว ณ ตอนนั้น
กะว่าจะนอนยาว แต่มารู้สึกตัวอีกที ไฟก็สว่างพรึ่บ อ่อ ปลุกมากินข้าวนี่เอง ในใจก้อคิดว่า อืม เดี๋ยวคงถึงแล้วมั้ง พอดูนาฬิกา... แสร่ดดด ตี2 .... จะแด้กลงมั้ย (/me ลงว่ะ แหะๆ) เพิ่งงีบไปได้ชั่วโมงกว่ากุต้องกินข้าวแล้ว แต่อาหารบนเครื่องดูดีมีสไตล์มากๆ ก็สไตล์อาหารเช้าแบบญี่ปุ่นล่ะ มีสลัดเป็นออร์เดิร์ฟ พวกของต้ม เครื่องเคียง บ๊วยดอง แล้วก็ข้าวต้ม รีบๆกินแล้วนอนต่อ จริงๆแล้วนอนไปกินไปมากกว่า +.- เพราะมันลืมตาไม่ขึ้นง่ะ เอาวะ กินๆไปให้อิ่ม

osaka-kyoto

เครื่องมาถึงที่คันไซ6โมงเช้า ขั้นตอนการผ่าน ตม กับรอกระเป๋าไม่นานเท่าไหร่ จากนั้นก็เสียเวลาไปแลกตั๋วjr railpassที่officeนิดหน่อยก่อนจะขึ้นรถไฟเข้าโอซาก้า ตอนที่ยืนรอรถไฟอากาศหนาวมากเจคเกตที่ใส่มาไม่พอ ต้องสวมเพิ่มเข้าไปอีกชั้น(แต่มันก็ไม่พออีกนั่นแหละ -.-*) รุสึกอยากฟาดหัวตัวเอง เพราะก่อนจะมา ด้วยความขี้เกียจแบกของหนัก เลยเอาเสื้อกันหนาวออกจากกะเป๋าไป3ตัว(เพราะเช็คอากาศจากในเว็บ มันบอกว่า8-12องศา แต่พอมาถึง มันเหลือแค่4 ง่ะ) มีมาแค่เสื้อกันหนาวธรรมดาๆ2ตัว กะเสื้อไหมพรมแค่นั้นเอง อาศัยใส่มันไปหลายๆชั้น กะว่าเข้ารถไฟไปก็ไม่หนาวแล้วเพราะเค้ามีฮีตเตอร์ เพื่อไม่ให้เสียเวลาก็รีบเอาของไปเก็บโรงแรมตั้งแต่8โมง แล้วก็รีบขึ้นชินกังเซนไปที่เกียวโต แผนวันนี้ก็คือจะไปที่คินคะคุจิ(วัดทอง) เวลาค่อนข้างจะจำกัด เพราะต้องรีบกลับมาโอซาก้าตอนบ่าย4เพื่อไปดูไลฟ์ของfake?แถวๆชินไซบาชิ

จากโอซาก้าไปถึงเกียวโตก็นั่งรถไปแค่20นาทีกว่าๆ จากนั้นก็ต่อรถบัสที่สถานีเกียวโต เพื่อไปที่คินคะคุจิ ตั๋วrailpassสามารถใช้ขึ้นรถบัสได้ด้วยก็เลยสบายไป จากสถานีมาถึงที่วัดก็กินเวลาไปเยอะเหมือนกัน ประมาณครึ่งชั่วโมงได้อ่ะ ค่าเข้าก็คนละ400เยน ชอบรูปแบบของตั๋วเข้าชม เป็นตัวเขียนด้วยพู่กัน แล้วก็ประทับตรา ดูแล้วมันน่าเก็บดีอ่ะ ก็ไปเดินๆ ถ่ายรูปตามมุมต่างๆ แต่ถ้าจะถามว่าประทับใจมั้ย มันก็ประทับใจอ่ะนะ สวยดี แต่มันไม่มากเท่าที่คิดไว้ตอนแรก เพราะดูจากในเว็บ มันสวยอลังโคดๆ อีกอย่างเหมือนกับว่ามันไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวเค้าด้วยมั้ง พวกสวน หรือต้นไม้ก็ไม่ได้จัดไว้สวยงามอะไร อีกอย่าง ได้ส่วนที่เคยเปิดให้เข้า อย่างเช่นทางเดิน สะพาน แล้วก็วัดอีกวัดนึง เค้าก็ปิดอ่ะ ต้องเดินไปตามทางที่เค้าจัดไว้ให้แค่นั้นเอง มันก็เลยใช้เวลาไม่นาน เดินแป้บเดียวก็หมดแล้ว สรุปว่าขึ้นรถมาถึงนี่ใช้เวลานานกว่าเดินเที่ยวข้างในอีก -*-

น่ารักมะ (ตั๋วนะตั๋ว)


เข้าวัดมานิดนึง จะเป็นป้ายอะไรซักอย่าง (อ่านไม่ออก)


แล้วก็ทางเดิน


คนมาเที่ยวก้อไม่มากเท่าไหร่


ก่อนจะเข้าประตู มีก้อนหินรูปเรืออยู่ด้วยล่ะ


ทองงงงงง


เหลืองเว่ออออโคดด


นั่งจิบชาท่ามกลางลมหนาว ได้บรรยากาศ (แต่กุไม่เอาละคนนึง -*-)


บันไดทางลง ด้านหลังวัดคับพ้ม



ศาลเจ้าตรงทางออก




ร้านขายของที่ระลึก



พอเดินครบรอบ ตรงทางออกก็จะมีเป็นศาลเจ้าสำหรับไหว้พระ ร้านขายของที่ระลึก ซุ้มน้ำชา แล้วก็ขนม ของที่ระลึกที่ได้มา เนื่องจากว่างบคราวนี้มีจำกัด ก็เลยไปหยอดเหรียญเอาไอ้ลูกกลมๆ ที่จะเป็นเข็มรูปต่างๆ แล้วก็สายห้อยโทรศัพท์(แบบที่ได้มาเป็นถุงจากทัวร์คราวก่อน) หนนี้หยอดไป300เยน ได้มาอย่างละอัน (ประหยัดโคดๆ) แล้วก็ตัดใจซื้อแผ่นป้ายทำจากไม้ เป็นที่ระลึกในการมาเยือนเกียวโตซะหน่อย กะว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะมาเที่ยวแบบเต็มๆอีกรอบ มันได้บรรยากาศเมืองเก่าดีอ่ะ เดินเที่ยวๆไปก็เที่ยงแล้วล่ะ เริ่มหิว ก็เลยกินดังโงะร้านแถวนั้น ทั้งหมดมี4รสด้วยกัน ก็มีงาดำ ชาเขียว เกาลัด แล้วก็ชอคโกแลต ถ้าให้ฟันธงก็ยกให้ชอคโกแลต อร่อยที่สุด ^^ แต่ราคาพอๆกับกินข้าวมื้อนึงเลยทีเดียวเพราะรวม4ไม้นี่ก็หลายร้อยเยนอยู่น่ะ

ดังโงะมาแว้ววว


ขนมผสมทองคำเปลว ของดังของเกียวโต

หม่ำชาเขียวก่อนละเด้อออ


พอเที่ยวเกียวโตกันได้แป้บนึง ก็ต้องรีบนั่งรถกลับไปโอซาก้า เพราะนัดกับเพื่อนญี่ปุ่นเอาไว้ เค้าจะเอาตั๋วไลฟ์มาให้ ไปถึงที่ชินไซบาชิก็ราวๆ 3โมง มานั่งคิดราคารถไฟคร่าวๆ ถ้าหากว่าไม่ได้ใช้ตั๋วrailpass ค่ารถไฟจากโอซาก้าไปเกียวโตก็หลายพันอยู่เหมือนกัน (ถ้าไม่ใช่ชินกังเซน ค่ารถก็เที่ยวละประมาณ520เยนต่อคน) สำหรับใครที่จะเดินทาง ถ้าต้องการรู้เวลาและขบวนรถ ลองเข้าไปดูจากเว็บนี้ ดีมากๆเลยอ่ะ
http://grace.hyperdia.com/cgi-english/hyperWeb.cgi คำนวนได้ตรงแล้วก็ทำให้เราวางแผนการเดินทางล่วงหน้าไม่เสียเวลา

หลังจากที่เจอเพื่อนเรียบร้อย ก็มาถ่ายรุปกันเฮฮาๆนิดหน่อย จากนั้นก็ไปหาข้าวกิน มื้อแรกแบบจริงๆจังๆในโอซาก้า เป็นอุด้งหน้าเนื้อใส่ใข่ กินกับเทมปุระ เป็นร้านแบบself service อยากกินอะไรหยิบเอา (ยกเว้นอุด้งต้องยืนรอสั่ง) ไปจ่ายเงินแล้วก็มานั่งกินกัน

น่ากินป่าว อิอิอิ


ณ shisaibashi loft


เฮฮากะเพื่อนญี่ปุ่น friendly มากๆ


เสร็จจากไลฟ์ (ในส่วนของ live report ขอข้ามไปก่อนนะคับ -.-* จำมะค่อยได้ง่ะ) ก็กลับโรงแรม เพราะมีฝนลงเม็ดปรอยๆ ไม่อยากจะเป็นหวัดที่นี่ เดี๋ยวจะหมดสนุก เลยกลับไปพักผ่อนดีกว่า โรงแรมที่มาพักก็ถือว่าสบายดีคับ เป็นห้องtwin คืนละ4พันกว่าเยน ห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวม แต่ที่แย่อย่างเดียวก็คือ อ่างล้างมือไม่มีน้ำอุ่น มันเป็นอะไรที่ทรมานมากเลย เพราะอากาศมันหนาวมาก จะล้างหน้าแปรงฟันที มือมันชาไปหมดอ่ะ -.-* คืนนั้นก็สลบเหมือด เพราะเหนื่อยมาทั้งวัน แถมรุ่งขึ้นต้องเตรียมเดินทางออกจากโอซาก้าไปฟุคุโอกะแต่เช้า เพราะงั้นก็สมควรจะนอนเอาแรงได้แล้ว ทีแรกไอ้เราก็นึกว่า ลงใต้อากาศน่าจะอุ่นขึ้น(มั้ง)... ว่าแต่ ที่ฟุคุโอกะจะเป็นยังไง ไว้มาเล่าต่อนะ คืนนี้ได้เวลานอนละ พรุ่งนี้ทำงานแต่เช้า ปายนะ ^^/

Time has come!
I'm waiting for 6 months to see them again
Eventhrough it's very far from my home
even it spend my all money
but I ready to die for!
I'm working working and working
but I'm running to you all guys soon!

26 Jan. - FAKE? - Shinsaibashi Club Quottro
29 Jan. - P.T.P & SUPE - Shinjuku Loft
4 Feb. - FAKE? - Liquid Room Ebisu

Damn!
Can't wait for 'em all now!



P.T.P - Black Sheep



มาถึงวันที่7 ก็เดินทางมาถึงหน้าไลฟ์เฮ้าส์เกือบเที่ยง ก็มีแฟนมายืนเข้าแถวรอกันแล้ว เพราะตามกำหนดการ ไลอ้อนจะแจกลายเซนต์ตอนบ่ายโมง โดยคนที่จะเข้าไปขอลายเซนต์ได้ จะต้องซื้อซีดี และได้รับบัตรคิวเท่านั้น แฟนๆที่มาดูส่วนมากมีแต่ผู้หญิง แล้วก็แฟนที่มาจากญี่ปุ่นก็มีอยู่บ้าง 2-3 คน แล้วก็มีไอ้เจ้กับเอ้ ที่เป็นต่างชาติอีก2 นอกนั้นก็มีแต่อาตี๋อาหมวยทั้งนั้น

แต่พอเวลาผ่านไปเกือบ 4 โมง เจ้าหน้าที่ก็ออกมาติดป้าย ให้ทุกคนเรียงแถว เพื่อเข้าไปดูไลฟ์ ส่วนการแจกลายเซนต์ เลื่อนไปเป็นหลังจบไลฟ์แทน ซึ่งบัตร 1-100 จะได้อยู่แถวหน้าสุด ของไอ้เจ้กับเอ้ ได้เบอร์ 195-6 ก็เลยอยู่แถว2 ตรงกลางๆฟลอ แต่ก็ไม่ได้ถือว่าห่างไกลมากเท่าไหร่นัก ทั้งที่จริงที่ข้างหน้ายังเหลืออีกมาก แต่สตาฟของเฮ้าส์ก็ไม่ยอมให้เข้าไป



จนกระทั่งพวกไลอ้อนออกมา แฟนเพลงที่สว่นใหญ่เป็นคนจีนก็กรี้ดกร้าดเรียกแต่ชื่อซากุระๆ สมาชิกของไลออนมีการเปลี่ยนตัว รุสึกว่าจะเป็นมือกลองนะ (ถ้าผิดต้องขอโทษด้วย พอดีไม่ค่อยมีเวลาหาข้อมูลก่อนไปซักเท่าไหร่) มือกลองคนเก่ารุสึกจะชื่อคาโอริ เป็นผู้หญิง แต่คนที่มาเนี่ย ไม่รุชื่ออะไร รุแต่ว่าน่ารัก!!! ส่วนมือเบสยังคงเป็น อัสสึชิคุง ตามเดิม



เพลงที่นำมาเล่นก็มาจากอัลบั้มของพวกเค้า (ไม่งั้นจะเล่นเพลงใครละว่อย) และตรงช่วงกลางๆไลฟ์ มือคีย์บอร์ดโทโอรุคุง ออกมาโซโล่คู่กับซากุระ ที่เปลี่ยนจากเล่นกีต้าร์ไปโซโล่กลองให้แฟนๆดูกันชนิดเต็มอิ่มสะใจ ไลน์กลองมีทั้งเพลง i'm so happy และ go go soap ฟังแล้วขนลุกเลยทีเดียว เพราะเกิดมาก็ไม่ค่อยจะได้เห็นซากุโซโล่กลองเท่าไหร่นัก ไม่ว่าจะไลฟ์ครั้งไหน (ใครเคยดู kiss me heavenly จำได้บ่ ที่ซากุโซโล่กลอง กะอีป้าโซโล่เบสในเพลง taste of love)



คนดูก็กรี้ดกันไป ตอนเล่นจบซากุโยนไม้กลองให้แถวๆหน้า เป็นที่อิจฉาตาร้อนอิพวกแถวหลัง(อย่างกูนี่แหละ)เหลือเกิน

จากนั้นสมาชิกไลออนก็มาเล่นกันต่อ นักร้องนำ masaaki ยิ้มได้น่ารักประทับใจไอ้เจ้อย่างรุนแรง 555 พี่แกจะตัวดำๆ ฟันขาว แต่ลูกคอแกสุดยอดมาก ถ้าจะให้เทียบเสียง ก็คล้ายๆกับ tetsu(zigzo) ผสม kiyoh